Connect with us

ข่าว

เร้ดแฮท ชี้เทรนด์โทรคมนาคมปี 2569 ข้ามผ่านยุคแชทบอทสู่ Agentic AI ขับเคลื่อนโครงข่ายอัจฉริยะ

Published

on

เจาะลึกเทรนด์เวอร์ชวลไลเซชันปี 2025 และอนาคต องค์กรต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพื่อรักษาความได้เปรียบในการแข่งขัน

สำนักข่าวบริคอินโฟ – อุตสาหกรรมโทรคมนาคมกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยภายในปี พ.ศ. 2569 การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) จะไม่ใช่เพียงทางเลือกแต่เป็นกลไกหลักในการพลิกโฉมธุรกิจดิจิทัล ข้อมูลจาก เร้ดแฮท (Red Hat) ระบุว่าวงการสื่อสารกำลังขยับจากยุคแชทบอทที่คอยให้ข้อมูล ไปสู่ยุคของ Agentic AI ซึ่งเป็นเอเจนต์อัตโนมัติที่สามารถลงมือปฏิบัติการจัดการเวิร์กโฟลว์ที่ซับซ้อนได้ด้วยตนเอง ตั้งแต่การระบุคอขวดของโครงข่ายไปจนถึงการจัดสรรทรัพยากรใหม่แบบอัตโนมัติ เพื่อมุ่งสู่กระบวนการทำงานแบบ Zero-touch ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและรองรับการขยายตัวของโครงข่าย 5G และ Edge Computing อย่างเต็มรูปแบบ

ปัญหาสำคัญที่หลายองค์กรพบในปัจจุบันคือการเกิดภาวะ AI Islands หรือการมีโมเดล AI ที่ทำงานแยกส่วนกันและไม่สามารถสื่อสารกันได้ เร้ดแฮท (Red Hat) จึงได้ผลักดันกลยุทธ์แบบ Modular ที่เชื่อมโยงกันผ่านโปรโตคอลสากลอย่าง Model Context Protocol (MCP) และเฟรมเวิร์กการสื่อสารระหว่างเอเจนต์ (Agent-to-Agent) เพื่อเปลี่ยนจากไมโครเอเจนต์เฉพาะด้านให้กลายเป็นความชาญฉลาดแบบองค์รวม ซึ่งจะช่วยให้การนำข้อมูลจากงานบริการลูกค้ามาปรับปรุงประสิทธิภาพของโครงข่ายสามารถทำได้ในลักษณะเรียลไทม์

ด้านแนวทางการใช้งานเพื่อสร้างคุณค่าทางธุรกิจ เบียทริซ ออร์เตกา (Beatrice Ortega) ผู้เชี่ยวชาญด้านไฮบริดคลาวด์และผู้นำฝ่ายพัฒนาธุรกิจด้านโทรคมนาคม เร้ดแฮท (Red Hat) ได้นำเสนอ 4 แนวทางหลัก คือ หนึ่ง โครงข่ายที่ทำงานโดยอิสระ (Autonomous Networks) ที่สามารถซ่อมแซมตนเอง (Self-healing) และปรับขนาดล่วงหน้าจากการคาดการณ์ สอง การลดการใช้พลังงานและต้นทุนตามวัตถุประสงค์โดยไม่กระทบประสบการณ์ผู้ใช้ สาม การสร้างประสบการณ์ลูกค้าแบบเฉพาะเจาะจง และสี่ การกำกับดูแล SLA รวมถึงบริหารผู้ให้บริการแบบเรียลไทม์

“การใช้ AI ภายในกรอบการทำงานด้านโทรคมนาคมนั้นไม่ได้วัดกันที่ความชาญฉลาดของโมเดลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมใช้ ความยืดหยุ่น และความโปร่งใสของสถาปัตยกรรมระบบด้วย” เบียทริซ ออร์เตกา ระบุถึงความสำคัญของการวางโครงสร้างสถาปัตยกรรม

นอกจากนี้ เร้ดแฮท (Red Hat) ยังได้นำเสนอโซลูชัน Red Hat AI ซึ่งเป็นโอเพ่นแพลตฟอร์มที่ประกอบด้วย Red Hat Enterprise Linux AI (RHEL AI) สำหรับการปรับแต่งโมเดลโอเพ่นซอร์สอย่าง Granite ด้วยข้อมูลขององค์กรเอง และ Red Hat OpenShift AI ที่ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการไลฟ์ไซเคิลของ AI โดยมีการบูรณาการ LlamaStack และ vLLM บน Red Hat AI Inference Server เพื่อให้รองรับการประมวลผลประสิทธิภาพสูงบนฮาร์ดแวร์ที่หลากหลายทั้ง NVIDIA, AMD และ Intel

Advertisement

ความร่วมมือระหว่าง เร้ดแฮท (Red Hat) และ เอ็นวีเดีย (NVIDIA) ในปี พ.ศ. 2569 ยังมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบ Rack-scale AI ที่เปลี่ยน AI Factory ฐานโอเพ่นซอร์สให้เป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม รองรับเวิร์กโหลดในระดับกิกะบิต เพื่อแก้ปัญหาความท้าทายเรื่องข้อมูลกระจัดกระจาย ความซับซ้อนในการดำเนินงาน และความเสี่ยงจากการถูกผูกขาดโดยผู้ผลิตรายใดรายหนึ่ง (Vendor Lock-in) เพื่อรักษาอธิปไตยทางดิจิทัลขององค์กรโทรคมนาคมในระยะยาว

Continue Reading
Advertisement