ข่าว
สกมช. เตือนใช้ AI สร้างภาพลามก Deepfake เสี่ยงคุกหนัก ผิดทั้ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และกฎหมายอาญา
สำนักข่าวบริคอินโฟ – สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ หรือ สกมช. (NCSA) ออกโรงเตือนผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียระวังการใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในทางที่ผิด โดยเฉพาะการนำภาพผู้อื่นมาตัดต่อหรือดัดแปลงให้เป็นภาพลามกอนาจาร (AI Deepfake) หรือภาพเปลือย (Nudity) ชี้ชัดไม่ใช่เรื่องเล่นแต่เป็นอานาจารทางไซเบอร์ที่มีความผิดทางกฎหมายร้ายแรง ทั้งโทษจำคุกและปรับเงินจำนวนมาก พร้อมย้ำว่ากฎหมายไทยในปัจจุบันสามารถเอาผิดผู้กระทำผิดได้จริง แม้จะอ้างว่าทำเพื่อความสนุกหรือส่งต่อให้เพื่อนดูในกลุ่มปิดก็ตาม
การใช้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างหรือดัดแปลงข้อมูลคอมพิวเตอร์ในลักษณะดังกล่าว เกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ โดยเฉพาะ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์) มาตรา 14 (4) ระบุว่าการนำเข้าข้อมูลลักษณะลามกเข้าสู่ระบบที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นผ่านระบบคลาวด์ (Cloud), Line, Facebook หรือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่น ๆ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท นอกจากนี้ในมาตรา 16 ยังระบุถึงการตัดต่อ ดัดแปลง หรือสร้างภาพบุคคลอื่นด้วย AI Deepfake ที่ทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือได้รับความอับอาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
นอกจากกฎหมายคอมพิวเตอร์แล้ว ผู้กระทำผิดยังต้องเผชิญกับบทลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา หากภาพที่ถูกสร้างขึ้นมีลักษณะเข้าข่ายสื่อลามกเด็ก หรือทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี จะมีความเสี่ยงสูงในความผิดฐานครอบครองหรือเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็กตามมาตรา 287/1 ซึ่งมีโทษจำคุกหลายปีตามพฤติการณ์ รวมถึงความผิดฐานคุกคามหรือข่มขืนใจผู้อื่นตามมาตรา 397 และความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตามมาตรา 328 หากมีการโพสต์ประจานให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ทั้งนี้ผู้กระทำไม่สามารถอ้างความไม่รู้เรื่องอายุของเด็กเพื่อสู้คดีได้
ในส่วนของ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) การนำภาพใบหน้าหรือข้อมูลพฤติกรรมทางเพศซึ่งถือเป็น ข้อมูลอ่อนไหว (Sensitive Data) ไปใช้ดัดแปลงหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับความยินยอม ถือเป็นการละเมิดสิทธิอย่างรุนแรง ซึ่งเจ้าของข้อมูลสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง และผู้กระทำผิดอาจต้องรับโทษปรับทางปกครองเพิ่มเติมอีกด้วย หากมีการใช้ภาพดังกล่าวไปข่มขู่ บังคับ หรือเรียกรับผลประโยชน์ จะเข้าข่ายความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ตามมาตรา 337 ซึ่งมีโทษจำคุกสูง
สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (NCSA) ได้ให้ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อว่าไม่ควรลบหลักฐานเด็ดขาด โดยให้ทำการบันทึกภาพหน้าจอการสนทนา ลิงก์ยูอาร์แอล (URL) และข้อมูลโปรไฟล์ของผู้กระทำผิดเอาไว้ จากนั้นให้รีบดำเนินการแจ้งความออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ thaipoliceonline.go.th หรือติดต่อสายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายและระงับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจาก Digital Footprint ที่จะคงอยู่บนโลกออนไลน์ตลอดไป
