Connect with us

ข่าว

ตลาดรถยนต์ไทยเดือนสิงหาคม 2568: ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าพุ่งสวนทางภาพรวมการผลิต

Published

on

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) เผยตัวเลขยอดการผลิตและส่งออกรถยนต์เดือนสิงหาคม 2568 หดตัว แต่ยอดขายรถยนต์ในประเทศกลับเติบโตได้แรงหนุนจากรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นกว่า 27% พร้อมเสนอแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอุตสาหกรรมยานยนต์

สำนักข่าวบริคอินโฟ – สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หรือ The Federation of Thai Industries (FTI) เปิดเผยตัวเลขสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยประจำเดือนสิงหาคม 2568 โดยยอดการผลิตรถยนต์โดยรวมลดลง 6.11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากยอดการผลิตเพื่อส่งออกที่ลดลง ด้าน การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ยังคงเติบโตอย่างก้าวกระโดดกว่า 2,000% ขณะที่ยอดขายในประเทศกลับมาเติบโต 5.38% โดยได้แรงหนุนจากรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 27.49%

NEW MG IM6 รถยนต์ไฟฟ้าจาก MG ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดระดับ 5 ดาวจาก Euro NCAP ตอกย้ำสมรรถนะและเทคโนโลยีอัจฉริยะที่มาพร้อมมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ยอดการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ 112,366 คัน ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2567 ที่ 6.11% โดยหลักมาจากยอดการผลิตเพื่อส่งออกที่ลดลง 10.67% ซึ่งเป็นผลจากการที่ประเทศคู่ค้ามีความเข้มงวดด้านความปลอดภัยและมาตรการควบคุมก๊าซคาร์บอนมากขึ้น สำหรับยอดการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ายังคงเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยในเดือนสิงหาคมมีการผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้า BEV 7,456 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 2,018.18%

ยอดขายรถยนต์และจักรยานยนต์ในประเทศ

ด้านยอดขายรถยนต์ในประเทศในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ 47,622 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันของปี 2567 ที่ 5.38% โดยเป็นผลจากยอดขายที่เพิ่มมากขึ้น

  • รถยนต์นั่งและรถยนต์ตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) ที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญที่ 26.62% คิดเป็น 9,246 คัน
  • ขณะที่รถกระบะยังคงมียอดขายลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่สอง อยู่ที่ 10,960 คัน ลดลง 10.92% เนื่องจากสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อมากขึ้น
  • สวนทางกับรถยนต์ PPV (Pickup Passenger Vehicle) ที่มียอดขายเพิ่มขึ้น 34.08% สำหรับตลาดรถจักรยานยนต์ มียอดขายรวม 130,283 คัน ลดลง 1.10% จากเดือนสิงหาคมปีก่อน

ตัวเลขการส่งออกรถยนต์และจักรยานยนต์

สำหรับยอดการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ 71,179 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว 17.30% เนื่องจากยอดส่งออกรถกระบะและรถยนต์นั่งแบบใช้น้ำมันลดลง แต่ในทางกลับกัน ยอดส่งออกรถยนต์นั่งไฟฟ้า BEV กลับเติบโตขึ้นอย่างน่าสนใจ โดยมีการส่งออก 1,372 คัน เพิ่มขึ้น 100% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่ไม่มีการส่งออกเลย ขณะที่มูลค่าการส่งออกรถยนต์ลดลง 24.50% อย่างไรก็ตาม การส่งออกชิ้นส่วนและอะไหล่รถยนต์บางรายการยังคงเพิ่มขึ้นได้

ยอดจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงและข้อเสนอแนะจาก ส.อ.ท.

ข้อมูลจากสถิติการจดทะเบียนใหม่ของกรมการขนส่งทางบก แสดงให้เห็นถึงความต้องการยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนสิงหาคม 2568 มียานยนต์ไฟฟ้า BEV จดทะเบียนใหม่ 11,486 คัน เพิ่มขึ้น 30.46% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และสะสม 8 เดือนแรกของปีมียอดจดทะเบียนใหม่ 92,665 คัน เพิ่มขึ้น 34.49% ส่วนรถยนต์ไฮบริด (HEV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ก็มียอดจดทะเบียนใหม่เพิ่มขึ้นเช่นกัน

นายสุรพงษ์ ได้กล่าวถึงข้อเสนอจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่เคยเสนอต่อรัฐบาลเดิม โดยเสนอให้รัฐบาลใหม่จัดตั้งกองทุน 5,000 ล้านบาทเพื่อค้ำประกันผลขาดทุนจากการยึดรถกระบะ โดยมีเงื่อนไขว่าสถาบันการเงินจะต้องปล่อยสินเชื่อให้ยอดขายรถกระบะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 30% โดยระบุว่า “ถ้าขายเพิ่มขึ้น 40,000 คัน รัฐบาลจะค้ำประกันผลขาดทุนจากการยึดรถไม่เกินคันละ 50,000 บาท ซึ่งอาจต้องใช้เงินกองทุน 2,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลจะเก็บภาษีจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นได้ถึง 2,400 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าเงินกองทุน และยังเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มขึ้นด้วย” ข้อเสนอนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตในวงกว้าง สร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม

Advertisement
Continue Reading
Advertisement