การศึกษา
นักศึกษา มจธ. พัฒนา AI วิเคราะห์ภาพอัลตราซาวด์ตรวจพังผืดและไขมันพอกตับ รู้ผลใน 7 วินาที แม่นยำสูง ลดต้นทุนค่าตรวจ 77% รอการต่อยอด
สำนักข่าวบริคอินโฟ – ทีมนักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (King Mongkut’s University of Technology Thonburi หรือ KMUTT) ประสบความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรม SmartLiva ซึ่งเป็นระบบ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับวิเคราะห์ภาพ อัลตราซาวด์ (Ultrasound) เพื่อตรวจหาภาวะ พังผืดในตับ ไขมันพอกตับ และ มะเร็งตับ โดยสามารถประมวลผลเสร็จสิ้นภายในเวลาเพียง 7 วินาที พร้อมช่วยลดค่าใช้จ่ายในการตรวจวินิจฉัยลงถึง 77% เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยรายได้น้อยเข้าถึงการคัดกรองโรคตับได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
สถานการณ์โรคตับในประเทศไทยปัจจุบันมีความน่ากังวล โดยพบว่าคนไทย 1 ใน 3 ของประเทศกำลังเผชิญกับภาวะ ไขมันพอกตับ ขณะที่พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการระบาดของ โรคพยาธิใบไม้ตับ อย่างรุนแรง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่โรค ตับแข็ง และ มะเร็งตับ อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญคือเครื่องมือตรวจวัดความแข็งของตับหรือ ไฟโบรสแกน (FibroScan) มีราคาสูงถึงเครื่องละ 2.5 – 7 ล้านบาท ทำให้มีเฉพาะในโรงพยาบาลขนาดใหญ่และมีค่าบริการสูง ทีมห้องปฏิบัติการวัสดุฉลาด (SMART LAB) นำโดย นายภูริณัฐ พลอาสา นักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ และ นางสาวชลยา เครือวุฒิกุล จาก สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) จึงร่วมกันพัฒนาระบบนี้ขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
นายภูริณัฐ พลอาสา เปิดเผยถึงแนวคิดการพัฒนาว่า “จากประสบการณ์ตรงที่คนใกล้ชิดไปรับการตรวจประเมินค่าตับ พบว่ามีค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากเครื่อง ไฟโบรสแกน มีราคาแพง จึงมีเฉพาะในโรงพยาบาลขนาดใหญ่เท่านั้น ทำให้เข้าถึงได้ยาก ด้วยเหตุนี้ ทีมจึงพัฒนา AI อัจฉริยะ ที่สามารถอ่านภาพ อัลตราซาวด์ ได้แม่นยำและรวดเร็ว ช่วยให้การวินิจฉัยโรคตับเข้าถึงง่ายและสะดวกยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน”

ระบบ SmartLiva ทำงานผ่านเว็บแอปพลิเคชันที่รองรับทั้งคอมพิวเตอร์และแท็บเล็ต โดยจะทำหน้าที่อัปเกรดภาพ อัลตราซาวด์ ขาวดำทั่วไปให้มีความชัดเจนขึ้น พร้อมไฮไลต์สีเพื่อระบุความผิดปกติ เช่น สีแดงแทนเนื้อตับปกติ และสีเหลืองแทนส่วนที่มีไขมันสะสม โดยระบบจะประเมิน 3 ด้านพร้อมกัน คือ ระดับพังผืดหรือความแข็งของตับ (F0–F4) การตรวจหาเนื้อเยื่อผิดปกติหรือมะเร็ง และการตรวจหาตัวอ่อนพยาธิใบไม้ตับ จากนั้นจะสรุปผลเป็นรายงานที่เข้าใจง่ายทันที
ทางด้าน นางสาวชลยา เครือวุฒิกุล กล่าวเสริมถึงประสิทธิภาพของระบบว่า “ระบบสามารถวิเคราะห์ผลได้ค่อนข้างแม่นยำ โดยสามารถประเมินระยะ ตับแข็ง ได้แม่นยำถึง 92% ตรวจเนื้อเยื่อผิดปกติได้แม่นยำ 87% และตรวจพยาธิใบไม้ตับได้แม่นยำถึง 84% ที่สำคัญคือใช้เวลาประมวลผลทั้งหมดเพียง 7 วินาที จากเดิมที่บางครั้งต้องใช้เวลามากกว่าครึ่งชั่วโมง เราจึงมองว่านวัตกรรมนี้ช่วยลดช่องว่างการวินิจฉัยโรคตับในระยะเริ่มต้นที่ตรวจพบได้ยากและมีโอกาสคลาดเคลื่อนสูงได้ สามารถใช้เป็นผู้ช่วยในการวินิจฉัยโรคของแพทย์ได้เป็นอย่างดี”
นวัตกรรมนี้ช่วยลดต้นทุนการตรวจจากหลักพันเหลือเพียงประมาณ 200–300 บาท ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยและลดความแออัดในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ โดยล่าสุดผลงานดังกล่าวได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับอุดมศึกษา I-New Gen Award 2026 สาขาสุขภาพและการแพทย์ ในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2569 ทั้งนี้ทีมพัฒนาเตรียมต่อยอดสู่ระบบ Explainable AI (XAI) เพื่อให้อธิบายผลการวินิจฉัยได้ละเอียดขึ้น รวมถึงแผนพัฒนาเป็นอุปกรณ์พกพาสำหรับใช้งานในพื้นที่ห่างไกลและขยายผลไปสู่การตรวจลิ่มเลือดในสมองต่อไป
