Connect with us

การเมือง

วีระยุทธ ลงพื้นที่น้ำท่วมฉะเชิงเทรา จี้รัฐประกาศเขตภัยพิบัติครอบคลุม เร่งจัดระบบระบายน้ำเชื่อมต่อพื้นที่

Published

on

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ลงพื้นที่น้ำท่วมฉะเชิงเทรา สำรวจ อ.บางคล้า และ ต.คลองหลวงแพ่ง จี้ภาครัฐเร่งประกาศเขตภัยพิบัติให้ครอบคลุม พร้อมเป็นเจ้าภาพจัดระบบระบายน้ำ

สำนักข่าวบริคอินโฟ – วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (People's Party) พร้อมคณะทำงาน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมฉะเชิงเทรา พร้อมมอบถุงยังชีพ อาหาร ยา และสิ่งของจำเป็นแก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่ อำเภอบางคล้า และ ตำบลคลองหลวงแพ่ง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา หลังประชาชนต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมขังเป็นเวลานานกว่า 1 สัปดาห์ ส่งผลกระทบต่อทั้งที่อยู่อาศัย เส้นทางสัญจร และพื้นที่เกษตรกรรมเป็นวงกว้าง

จากการลงพื้นที่ใน อำเภอบางคล้า พบว่าหลายชุมชนมีระดับน้ำท่วมสูงเกินระดับเอว ทำให้ยานพาหนะทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ ต้องใช้รถบรรทุกยกสูงหรือเรือในการขนส่งเสบียง ประชาชนหลายร้อยครัวเรือนถูกตัดขาดจากเส้นทางสัญจร นอกจากนี้ น้ำท่วมขังยังสร้างความเสียหายต่อแหล่งทำกินทางการเกษตร ทั้งฟาร์มเลี้ยงกุ้ง ปลากะพง และฟาร์มไก่ในพื้นที่ ทั้งนี้ วีระยุทธ ระบุว่า แม้ความเสียหายจะกระจายเป็นวงกว้าง แต่การประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยยังคงครอบคลุมเพียงบางตำบลและบางหมู่บ้านเท่านั้น จึงเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราเร่งประกาศพื้นที่ภัยพิบัติให้ครอบคลุมทั้งอำเภอ เพื่อปลดล็อกการจัดสรรงบประมาณ การระดมทรัพยากร และการสั่งการของหน่วยงานรัฐในการช่วยเหลือประชาชนอย่างทั่วถึง

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ลงพื้นที่น้ำท่วมฉะเชิงเทรา สำรวจ อ.บางคล้า และ ต.คลองหลวงแพ่ง จี้ภาครัฐเร่งประกาศเขตภัยพิบัติให้ครอบคลุม พร้อมเป็นเจ้าภาพจัดระบบระบายน้ำ
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ลงพื้นที่น้ำท่วมฉะเชิงเทรา สำรวจ อ.บางคล้า และ ต.คลองหลวงแพ่ง จี้ภาครัฐเร่งประกาศเขตภัยพิบัติให้ครอบคลุม พร้อมเป็นเจ้าภาพจัดระบบระบายน้ำ
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ลงพื้นที่น้ำท่วมฉะเชิงเทรา สำรวจ อ.บางคล้า และ ต.คลองหลวงแพ่ง จี้ภาครัฐเร่งประกาศเขตภัยพิบัติให้ครอบคลุม พร้อมเป็นเจ้าภาพจัดระบบระบายน้ำ

ต่อมา คณะทำงานได้เดินทางไปยัง ตำบลคลองหลวงแพ่ง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างจังหวัดฉะเชิงเทรากับเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เพื่อนำสิ่งของจำเป็นไปช่วยเหลือประชาชนในหมู่บ้านจัดสรร 3 แห่ง รวมกว่า 1,000 หลังคาเรือน โดยจุดที่พักอาศัยด้านในสุดอยู่ลึกจากถนนใหญ่ราว 2 กิโลเมตร มีน้ำท่วมขังตลอดเส้นทาง ยานพาหนะบางส่วนจมน้ำ ประชาชนต้องใช้เรือขนาดเล็กสัญจร ส่งผลให้พนักงานที่ทำงานในพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและพื้นที่ใกล้เคียงไม่สามารถออกไปทำงานได้ตามปกติ

วีระยุทธ ระบุเพิ่มเติมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างว่า การจัดการน้ำในพื้นที่รอยต่อยังขาดหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพหลัก แม้แต่ละหมู่บ้านจะมีเครื่องสูบน้ำเพื่อผลักดันน้ำลงสู่คลอง แต่ระดับน้ำกลับไม่ลดลง เนื่องจากการสูบน้ำออกจากจุดหนึ่งส่งผลกระทบต่ออีกจุดหนึ่งโดยไม่มีข้อตกลงและแผนระบายน้ำภาพรวม ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเข้ามาเป็นแกนกลางในการบริหารจัดการระบบระบายน้ำระหว่างพื้นที่อย่างบูรณาการ พร้อมทั้งเร่งส่งความช่วยเหลือไปยังชุมชนที่ยังเข้าไม่ถึง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชุมชนและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

Advertisement