Connect with us

ข่าว

ไอบีเอ็มชูกลยุทธ์ Data Resilience เสริมแกร่งระบบจัดเก็บข้อมูล รับมือภัยคุกคามแรนซัมแวร์

Published

on

ไอบีเอ็ม นำเสนอกลยุทธ์ Data Resilience บนระบบจัดเก็บข้อมูล IBM FlashSystem ชูเทคโนโลยีตรวจจับแรนซัมแวร์และระบบสำรองข้อมูลแบบ Immutable เพื่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ

สำนักข่าวบริคอินโฟ – บริษัท ไอบีเอ็ม (IBM) นำเสนอกลยุทธ์ความยืดหยุ่นของข้อมูล หรือ Data Resilience ผ่านกลุ่มผลิตภัณฑ์ระบบจัดเก็บข้อมูล IBM Storage FlashSystem เพื่อรับมือปัญหาการโจมตีจาก แรนซัมแวร์ (Ransomware) โดยมุ่งเน้นการตรวจจับความผิดปกติ การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลสำรอง และการฟื้นฟูระบบให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการรับมือภัยคุกคาม เนื่องจากองค์กรจำเป็นต้องมีความสามารถในการตรวจจับและฟื้นฟูระบบได้อย่างรวดเร็ว ไอบีเอ็มจึงได้ประยุกต์ใช้กรอบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ NIST Cybersecurity Framework (CSF) 2.0 มาพัฒนาเป็นแนวทางการปกป้องข้อมูล 5 ด้าน ได้แก่ การวางรากฐานความปลอดภัย (Foundational Security), การสร้างสำเนาข้อมูลที่ไม่สามารถแก้ไขหรือลบได้ (Secure Immutability), การตรวจจับความผิดปกติ (Discovery), การกู้คืนข้อมูล (Recovery) และการทำงานแบบอัตโนมัติ (Automation)

ไอบีเอ็ม นำเสนอกลยุทธ์ Data Resilience บนระบบจัดเก็บข้อมูล IBM FlashSystem ชูเทคโนโลยีตรวจจับแรนซัมแวร์และระบบสำรองข้อมูลแบบ Immutable เพื่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ

ในส่วนของฮาร์ดแวร์ IBM FlashSystem ใช้เทคโนโลยี IBM FlashCore Module (FCM) ซึ่งมีระบบประมวลผลและการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ในระดับอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ทำหน้าที่วิเคราะห์สถิติ I/O เพื่อตรวจหาพฤติกรรมผิดปกติ โดยระบบถูกออกแบบให้สามารถตรวจจับรูปแบบการโจมตีของแรนซัมแวร์ได้ภายในระยะเวลา 60 วินาทีตามเงื่อนไขทางเทคนิคที่กำหนด พร้อมส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยัง IBM Storage Insights เพื่อให้ทีมงานฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าจัดการเหตุการณ์

นอกจากนี้ ระบบยังมีฟังก์ชัน Safeguarded Copy สำหรับสร้างจุดกู้คืนข้อมูลแบบ Point-in-Time ที่ไม่สามารถแก้ไขหรือลบได้ (Immutable Recovery Point) และแยกข้อมูลออกจากระบบปฏิบัติการหลักในเชิงตรรกะ (Logical Air Gap) พร้อมกำหนดพื้นที่ทดสอบและกู้คืนข้อมูลอย่างปลอดภัย (Secure Recovery Environment) เพื่อตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำกลับสู่ระบบงานจริง ทั้งนี้ ตัวระบบยังรองรับการเข้ารหัสข้อมูล การทำงานร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานเดิมขององค์กร และเตรียมพร้อมสำหรับมาตรฐานวิทยาการรหัสลับยุคหลังควอนตัม (Post-Quantum Cryptography: PQC) ของสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIST) อีกด้วย

Advertisement
Continue Reading
Advertisement