ข่าว
Auto Intelligence จับมือ Softnix และ HPE นำ AI กับ Private Cloud ยกระดับระบบฐานข้อมูลอะไหล่ยานยนต์ไทยสู่อาเซียน
สำนักข่าวบริคอินโฟ – บริษัท ออโต้ อินเทลลิเจนซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (Auto Intelligence International) ร่วมมือกับ Softnix และ Hewlett Packard Enterprise (HPE) นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบประมวลผลไพรเวทคลาวด์ (Private Cloud) เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการข้อมูลในตลาดอะไหล่และบริการหลังการขายยานยนต์ (Automotive Independent Aftermarket: IAM) ในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้าในห่วงโซ่อุปทาน พร้อมยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลองค์กร
นายเทพรัตน์ สิริวัฒนาวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ออโต้ อินเทลลิเจนซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ระบุว่า ตลาดอะไหล่ยานยนต์ ในไทยมีมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาท แต่กำลังเผชิญปัญหาจากรายการอะไหล่แท้และอะไหล่ทดแทนสะสมมากกว่า 500,000 รายการ ส่งผลให้การจับคู่รหัสอะไหล่กับรุ่นรถยนต์มีความคลาดเคลื่อน เกิดภาระสต็อกสินค้า ต้นทุนแฝงของผู้ค้าส่งและร้านค้า รวมถึงความล่าช้าในการตรวจสอบราคาของอู่ซ่อมรถ บริษัทจึงให้บริการผ่าน 4 รูปแบบ ได้แก่ DaaS, KaaS, SaaS และ IaaS เพื่อช่วยพันธมิตรทางธุรกิจอย่าง AutoCorp ในการพัฒนา Parts Intelligence Agent ค้นหาสเปกอะไหล่ นำ Generative AI มาสรุปเอกสารการปฏิบัติงาน (SOP/WI) เป็นขั้นตอนอัตโนมัติผ่านระบบ Personalized Experience Portal (PXP) และเชื่อมต่อฐานข้อมูลในเครือข่ายธุรกิจ

ด้านนายรุจิรพงศ์ ฤทธิ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ Softnix Technology กล่าวว่า Softnix ได้นำแพลตฟอร์ม Softnix GenAI แบบติดตั้งภายในองค์กร (On-Premises) มาใช้ตรวจทานเอกสาร แปลงข้อมูลสู่ระบบอัตโนมัติ และสนับสนุนแอปพลิเคชันออนไลน์ด้านอะไหล่ยานยนต์ของ Auto Intelligence พร้อมนำระบบธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance) เข้ามากำกับดูแลความปลอดภัยเพื่อป้องกันข้อมูลความลับรั่วไหลออกสู่แพลตฟอร์มสาธารณะ
ขณะที่นายสุรชัย อรรถมงคลชัย ผู้จัดการประจำประเทศไทย กลุ่มธุรกิจไฮบริดไอที บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอนเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ HPE กล่าวว่า ทางบริษัทสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานระบบประมวลผล หน่วยจัดเก็บข้อมูล และเครือข่าย โดยร่วมมือกับ Softnix ส่งมอบโซลูชัน Private Cloud AI แบบเบ็ดเสร็จ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายจากค่าบริการตามปริมาณการใช้งาน (Token Cost) ป้องกันความเสี่ยงด้านข้อมูลรั่วไหล และรองรับการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีความปลอดภัยสูง ทั้งนี้ ทางกลุ่มพันธมิตรมีแผนขยายการใช้งานแพลตฟอร์มดังกล่าวไปยังตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป
