Connect with us

การเมือง

ครม. รับเสนอร่าง พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ฉบับใหม่ รองรับสัญญาอัตโนมัติและเช็คดิจิทัล

Published

on

ทำเนียบรัฐบาล

สำนักข่าวบริคอินโฟ – ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาเสนอร่างพระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. …. เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อเทคโนโลยีปัจจุบัน โดยมุ่งผลักดันให้การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นช่องทางหลักที่มีผลผูกพันทางกฎหมายเทียบเท่าเอกสารกระดาษ รองรับทั้งสัญญาอัตโนมัติและตราสารเปลี่ยนมืออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นในการค้าและการทำธุรกรรมดิจิทัลทั้งในและต่างประเทศ

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับกฎหมายแม่แบบของคณะกรรมาธิการสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ หรือ UNCITRAL Model Law โดยกำหนดผลทางกฎหมายของข้อมูลและวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ชัดเจนขึ้น เพื่อลดข้อพิพาททางธุรกิจ ทั้งนี้ ยังคงเปิดให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเลือกทำธุรกรรมด้วยเอกสารรูปแบบเดิมได้ตามความสมัครใจ

สาระสำคัญของ ร่างพระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วยการรับรองผลของ ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ และ ตราประทับอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อใช้วิธีการที่เชื่อถือได้ตามมาตรฐานของ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์การปิดอากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์ตามที่กรมสรรพากรกำหนด นอกจากนี้ยังรองรับการทำสัญญาด้วยระบบอัตโนมัติที่ดำเนินการได้เองโดยไม่ต้องมีบุคคลแทรกแซง โดยให้ถือว่ามีผลผูกพันตามกฎหมายหากคู่สัญญาสามารถคาดหมายการทำงานของระบบได้

ขณะเดียวกันได้เพิ่มหมวดตราสารเปลี่ยนมืออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรองรับตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และ เช็คอิเล็กทรอนิกส์ ให้มีผลทางกฎหมายเช่นเดียวกับเอกสารกระดาษ พร้อมวางหลักเกณฑ์การครอบครอง การส่งมอบ การสลักหลัง และการแก้ไขข้อมูลด้วยวิธีการที่เชื่อถือได้ เพื่อรองรับระบบการค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนวางเกณฑ์กำกับดูแลบริการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ 7 ประเภท ภายใต้แนวทางบริหารความเสี่ยง (Risk-based Approach) ได้แก่ บริการยืนยันตัวตน บริการลงลายมือชื่อ บริการประทับเวลา บริการรับส่งจัดเก็บข้อมูล บริการจดทะเบียนโดเมนเนม บริการระบบตราสารเปลี่ยนมือ และบริการอื่นตามกฎกระทรวง

Advertisement

ในส่วนของพยานหลักฐาน ร่างกฎหมายกำหนดให้ข้อมูลและสิ่งพิมพ์ออกจากข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์รับฟังเป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลได้ โดยหากมีผู้โต้แย้งความน่าเชื่อถือ ผู้โต้แย้งจะต้องเป็นผู้รับภาระและออกค่าใช้จ่ายในการพิสูจน์ สำหรับบทเฉพาะกาลจะรองรับให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลเดิมเป็นผู้ให้บริการที่ได้รับการรับรองต่อไป ทั้งนี้ ร่างกฎหมายจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 180 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งมีการเตรียมกฎหมายลำดับรองรองรับไว้รวม 26 ฉบับ

Continue Reading
Advertisement