ข่าว
ทรู เผยยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI ดันไทยสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีภูมิภาค
สำนักข่าวบริคอินโฟ – บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (True Corporation) เปิดเผยแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่ เศรษฐกิจ AI (AI Economy) พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลในการวางกรอบธรรมาภิบาลข้อมูลและเทคโนโลยี บนเวทีสัมมนา NBTC Symposium 2026 ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ

นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ระบุในหัวข้อ Building Thailand’s Digital Backbone: An Operator’s Perspective ว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจ AI จำเป็นต้องบูรณาการ 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การเชื่อมต่อ ระบบประมวลผล การจัดการข้อมูล การประมวลผลด้วย AI เพื่อสร้างมูลค่า และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยบริษัทฯ กำลังปรับบทบาทสู่การเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและแพลตฟอร์ม AI ปัจจุบันมีฐานผู้ใช้บริการกว่า 47 ล้านราย โครงข่าย 5G ครอบคลุม 94% ของประชากร โครงข่าย 4G ครอบคลุม 99% และมีโครงข่ายสายใยแก้วนำแสงกว่า 500,000 กิโลเมตร ทั้งนี้การขับเคลื่อนสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาคต้องอาศัยการประสานงานระหว่างภาครัฐ กสทช. และเอกชน รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดรับกับการลงทุน

ด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้งานจริง ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ชี้แจงในหัวข้อ The Agentic Imperative ว่า บริษัทฯ มุ่งเน้นการใช้ AI ในการดูแลระบบเครือข่ายและบริการลูกค้าแบบเชิงรุก เช่น การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) เพื่อจัดการปัญหาก่อนกระทบผู้ใช้งาน และการพัฒนาผู้ช่วยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับ เอ้ก ดิจิทัล (EGG Digital) พัฒนาโมเดลพฤติกรรมขนาดใหญ่ (Large Behavior Model) เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค รองรับการจัดทำโปรไฟล์จำลอง (Digital Twin) จำนวน 3 ล้านโปรไฟล์เพื่อประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบคลาวด์ภาครัฐ ควบคู่ไปกับการรักษาบุคลากรด้านเทคโนโลยีในประเทศ
ขณะที่ นายมนตรี สถาพรกุล หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ให้ความเห็นในหัวข้อ Data Sovereignty in a Connected World ว่า การกำกับดูแล AI หรือ AI Governance และการรักษาอธิปไตยทางดิจิทัล (AI Sovereignty) มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของข้อมูล โดยเสนอให้มีกรอบกำกับดูแลระดับชาติที่สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและกฎหมายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ครอบคลุมการตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์ การมีบุคลากรกำกับดูแลการตัดสินใจสำคัญ และการจัดทำระบบสำรองกรณีระบบขัดข้อง เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศเพียงอย่างเดียว

