Connect with us

ข่าว

ยูโอบี รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 แตะ 1.4 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ ท่ามกลางตลาดผันผวน

Published

on

กลุ่มธนาคารยูโอบี (UOB) รายงานผลกำไรไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1.4 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ ชูความแข็งแกร่งธุรกิจรายย่อยและบริหารความมั่งคั่ง ท่ามกลางภาวะตลาดโลกผันผวน

สำนักข่าวบริคอินโฟ – กลุ่มธนาคารยูโอบี (UOB) เผยผลประกอบการไตรมาส 1 ประจำปี 2569 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.4 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ เติบโตร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แม้จะลดลงร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยหนุนหลักจากความแข็งแกร่งของกลุ่มลูกค้ารายย่อย และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง รวมถึงยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ขณะที่ภาพรวมตลาดโลกยังคงมีความผันผวนสูงและนักลงทุนมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

ดัชนีข้อมูลทางการเงินที่สำคัญของไตรมาส 1 ปี 2569
กำไรสุทธิก่อนภาษี 1.4 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ + 2% จากไตรมาสก่อนหน้า – 4% จากปีก่อนหน้าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการของผู้ลงทุนรายใหญ่ 1.98 แสนล้านเหรียญสิงคโปร์ – 1% จากไตรมาสก่อนหน้า + 5% จากปีก่อนหน้า
รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิ 637 ล้านเหรียญสิงคโปร์ + 2% จากไตรมาสก่อนหน้า – 8% จากปีก่อนหน้ารายได้จากการค้าและการลงทุน 405 ล้านเหรียญสิงคโปร์ + 88% จากไตรมาสก่อนหน้า – 13% จากปีก่อนหน้า
สินเชื่อลูกค้า 3.54 แสนล้านเหรียญสิงคโปร์ ไม่เปลี่ยนแปลงจากไตรมาสก่อนหน้า + 4% จากปีก่อนหน้าอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ 44.5% – 1.9 จุดจากไตรมาสก่อนหน้า + 1.9 จุดจากปีก่อนหน้า
อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ด่อสินเชื่อรวม (NPL ratio) 1.5% ไม่เปลี่ยนแปลงจากไตรมาสก่อนหน้า – 0.1 จุดจากปีก่อนหน้าอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่หนึ่งที่เป็นส่วนของเจ้าของ 15.3% + 0.2 จุดจากไตรมาสก่อนหน้า – 0.2 จุดจากปีก่อนหน้า  

ผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้สะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของ แฟรนไชส์ยูโอบี โดยเฉพาะในส่วนของบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ (CASA) และธุรกิจ Global Markets ที่สร้างรายได้จากธุรกรรมบริหารตลาดเงินที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าได้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ปรับตัวลดลงจากปีก่อนหน้า เนื่องจากแรงกดดันด้านส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจากภาวะดอกเบี้ยต่ำ แต่การที่สินเชื่อเติบโตร้อยละ 4 ได้ช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าวไว้ได้บางส่วน ในขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิอยู่ที่ 637 ล้านเหรียญสิงคโปร์ เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าตามโมเมนตัมของตลาดทุน

สำหรับสถานะทางการเงิน ธนาคารยูโอบี (United Overseas Bank) ยังคงรักษาความแข็งแกร่ง โดยมี อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (CET1 Ratio) อยู่ที่ร้อยละ 15.3 และมีอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 1.5 ซึ่งถือเป็นระดับที่บริหารจัดการได้ภายใต้การตั้งสำรองอย่างรอบคอบ โดยต้นทุนความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อในไตรมาสนี้อยู่ที่ 26 จุดพื้นฐาน ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้

ผลการดำเนินงานทางการเงิน

 1Q26 S$m4Q25 S$mQoQ +/(-)%1Q25 S$mYoY +/(-)%
รายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิ2,3242,346(1)2,409(4)
รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิ6376252694(8)
รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยอื่นๆ46231945554(17)
รายได้รวม3,4223,28943,657(6)
หัก: ค่าใช้จ่ายรวม1,5231,528(0)1,559(2)
กำไรจากการดำเนินการ1,8991,76182,097(9)
หัก: ค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน77(0)7(0)
      เงินกันสำรองสำหรับสินเชื่อและผลขาดทุนอื่น20311381290(30)
บวก: ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้า2335(35)225
กำไรสุทธิก่อนหักภาษี1,7121,677               21,822(6)
หัก: ภาษีและส่วนที่เป็นของส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม2742663332(17)
กำไรสุทธิ1,4371,41021,490(4)

นายวี อี เชียง รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารยูโอบี (UOB) กล่าวถึงทิศทางธุรกิจว่า “กลุ่มธนาคารมีผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในไตรมาสแรก สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักและแหล่งรายได้ที่หลากหลาย คุณภาพสินทรัพย์ยังคงอยู่ในระดับที่ดี ขณะที่ฐานะการเงินของกลุ่มธนาคารยังคงแข็งแกร่งด้วยอัตราส่วนเงินกองทุนและสภาพคล่องที่อยู่ในระดับมั่นคง แม้ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในระดับสูง แต่กิจกรรมทางธุรกิจในกลุ่มธุรกิจหลักของกลุ่มธนาคารยังสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง”

Advertisement

นอกจากนี้ นายวี อี เชียง ยังเน้นย้ำถึงความพร้อมของธนาคารในการสนับสนุนลูกค้าท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายว่า “ด้วยเครือข่ายธุรกิจระดับภูมิภาคและความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งทั่วภูมิภาคอาเซียน กลุ่มธนาคารยูโอบี จึงพร้อมเคียงข้างและสนับสนุนลูกค้าในการรับมือกับสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่มีความไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้น เมื่อมองไปข้างหน้า ยูโอบีจะมุ่งเน้นการกระชับความสัมพันธ์กับฐานลูกค้าในภูมิภาคอาเซียนที่ขยายตัวมากขึ้น เสริมสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในระบบนิเวศธุรกิจ และสนับสนุนลูกค้าในการคว้าโอกาสเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

ในส่วนของค่าใช้จ่ายรวมนั้น อยู่ที่ 1.5 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ ซึ่งทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 44.5 แสดงถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการลงทุนในโครงการเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาวของ ยูโอบี (UOB) ต่อไป

Advertisement
Continue Reading
Advertisement