การเมือง
“ป้อม-ภาวุธ” ตั้งคำถามปม TikTok ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 8 แสนล้าน หวั่นไทยเสียเปรียบและเอื้อการผูกขาด
สำนักข่าวบริคอินโฟ – นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แสดงทัศนะผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวกรณีแผนการลงทุนจัดตั้งศูนย์ข้อมูลหรือ ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในประเทศไทยของ ติ๊กต๊อก (TikTok) มูลค่ากว่า 8.4 แสนล้านบาท โดยตั้งข้อสังเกตถึงผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับอย่างแท้จริง พร้อมแสดงความกังวลว่าการลงทุนครั้งนี้อาจเป็นเพียงการใช้ทรัพยากรไทยเพื่อสร้างอำนาจเหนือตลาดในธุรกิจ อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) และการค้าออนไลน์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในระยะยาวหากภาครัฐไม่มีมาตรการควบคุมที่รัดกุม
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ระบุว่าเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลนั้นอาจเป็นเพียง “เม็ดเงินลงทุนลวงตา” เนื่องจากงบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการนำเข้าอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และเซิร์ฟเวอร์จากต่างประเทศ ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งธุรกิจ ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานน้อยแต่ใช้ทรัพยากรสูง โดยเฉพาะไฟฟ้าและน้ำ ซึ่งไทยอาจต้องแบกรับภาระด้านความมั่นคงทางพลังงานเพื่อให้บริษัทต่างชาติบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม (ESG) ด้วยต้นทุนที่ต่ำจากการสนับสนุนของภาครัฐ
ในมิติของอำนาจเหนือตลาด นายภาวุธ มองว่าการมีศูนย์ประมวลผลข้อมูลในไทยจะทำให้ ติ๊กต๊อก (TikTok) สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ส่งผลให้ ติ๊กต๊อก ช็อป (TikTok Shop) มีความเปรียบเทียบทางธุรกิจจนผู้ประกอบการท้องถิ่นยากจะแข่งขันได้ “การที่ TikTok ระบุว่าจะพัฒนาหลักสูตร e-Commerce เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้คนไทย แท้จริงแล้วคือการกลืนกินและผูกขาดพ่อค้าแม่ค้าชาวไทยให้อยู่ใน Ecosystem ของ TikTok อย่างเบ็ดเสร็จ เมื่อผู้ประกอบการไทยพึ่งพายอดขายจาก TikTok Shop เป็นหลัก อำนาจในการกำหนดค่าธรรมเนียม กฎเกณฑ์ หรือการบีบให้ซื้อโฆษณาจะตกอยู่ในมือของ TikTok ทันที”
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเรื่องการได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) หรือ BOI ที่อาจกลายเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการดัมพ์ราคาตลาดผ่านโปรโมชั่นต่างๆ ของยักษ์ใหญ่แพลตฟอร์ม นายภาวุธ จึงเสนอแนะให้รัฐบาลกำหนดเงื่อนไขในการลงทุนอย่างเข้มงวด เช่น การบังคับจดทะเบียนนิติบุคคลเพื่อจัดเก็บภาษีรายได้ที่เกิดขึ้นในไทยทั้งหมด การกำหนดสัดส่วนการจ้างงานและใช้วัสดุในประเทศอย่างน้อย 30-40% รวมถึงการบังคับให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงผ่านการตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัย แทนการสอนเพียงทักษะการใช้งานแอปพลิเคชันเบื้องต้น
“การลงทุนครั้งนี้ ไทยได้ประโยชน์เพียงผิวเผินในแง่ของการเป็นผู้ให้เช่าพื้นที่และทรัพยากร แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ ถือเป็นการสูญเสียอธิปไตยทางดิจิทัลและเปิดประตูให้แพลตฟอร์มต่างชาติเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ รวบรวมข้อมูลคนไทย และสร้างอำนาจผูกขาดในโครงสร้างการค้าออนไลน์ได้อย่างชอบธรรมผ่านสิทธิพิเศษจากรัฐ” นายภาวุธ กล่าวทิ้งท้าย พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงการคลังและรัฐบาลเร่งสร้างกลไกคานอำนาจเพื่อปกป้องธุรกิจไทยก่อนที่โครงสร้างการค้าปลีกจะพังทลายลง
