Connect with us

การเมือง

ชัชชาติ แจงโครงการแก้มลิงคู้บอน-บางชัน แม้อดีตตอนเป็น ผบห.Quality House เคยค้าน แต่ปัจจุบันยึดหลักวิชาการ-ความคุ้มค่า พร้อมรับฟังข้อมูลใหม่ๆ

Published

on

กทม. เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำปริ่มโซนตะวันออก เร่งระบายน้ำคลองสายหลักและแก้มลิง พร้อมเตรียมรับมือปริมาณฝนระลอกใหม่ช่วง 10–13 ต.ค. 69

สำนักข่าวบริคอินโฟ – นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงข้อวิจารณ์เกี่ยวกับโครงการแก้มลิงคู้บอนและบึงบางชัน โดยระบุว่าโครงการดังกล่าวเป็นการศึกษาของกรุงเทพมหานครเพื่อประยุกต์ใช้แนวคิดแก้มลิงในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ไม่ใช่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริโดยตรง พร้อมยืนยันว่าการพิจารณาทางเลือกยึดหลักเกณฑ์ทางวิชาการ ความคุ้มค่าด้านงบประมาณ และประสิทธิภาพการระบายน้ำเป็นหลัก

หลังเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 สำนักการระบายน้ำได้ศึกษาแนวทางจัดทำบึงรับน้ำ 6 แห่ง ซึ่ง 4 โครงการได้ยุติไปก่อนหน้านี้หลังผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ส่วนบึงคู้บอนและบึงบางชันได้รับการพิจารณาต่อเนื่อง แต่ผลการศึกษาพบว่าการดำเนินโครงการแก้มลิงทั้งระบบต้องใช้งบประมาณสูงถึง 11,000 ล้านบาท ขณะที่แนวทางปรับปรุงคลองและระบบระบายน้ำใช้งบประมาณ 6,700 ล้านบาท กรุงเทพมหานครจึงพิจารณาแนวทางปรับปรุงคลองเพื่อเพิ่มความเร็วในการลำเลียงน้ำ ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพบึงหนองบอนและระบบอุโมงค์ระบายน้ำเพื่อลดต้นทุนและระบายน้ำได้ตรงจุด

ส่วนกรณีข้อสังเกตเกี่ยวกับความเชื่อมโยงกับภาคเอกชน นายชัชชาติระบุว่าในอดีตเคยเป็นผู้บริหาร บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ Quality Houses Public Company Limited (QH) ซึ่งบริษัทเคยยื่นคัดค้านโครงการบริเวณพื้นที่เพิ่มสินตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่การตัดสินใจยุติ 4 โครงการเดิมเป็นอำนาจของกรุงเทพมหานครในสมัยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนก่อน ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ตนจะเข้ารับตำแหน่ง จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในอดีต และการดำเนินงานในปัจจุบันเป็นไปตามหลักวิชาการทั้งหมด

นายชัชชาติอธิบายเพิ่มเติมว่า บึงคู้บอนและบึงบางชันมีความจุรวมกันประมาณ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ปริมาณน้ำฝนในกรุงเทพมหานครมีปริมาณมากและกระจายตัว การแก้ปัญหาจึงไม่อาจพึ่งพาเพียงพื้นที่กักเก็บน้ำ แต่ต้องพัฒนาระบบรับน้ำเข้าและระบายน้ำออกอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครพร้อมเปิดรับข้อมูลทางเทคนิคหรือข้อเท็จจริงใหม่จากทุกภาคส่วน เพื่อให้สำนักการระบายน้ำนำไปพิจารณาทบทวนแนวทางที่เหมาะสมต่อไป

Advertisement