Connect with us

การเมือง

สสส. แจงปมบริหารเงินสำรอง ยันทำตามกฎหมายเพื่อความต่อเนื่องของโครงการ ไม่ใช่แสวงหากำไร

Published

on

สสส. ชี้แจงแนวทางบริหารเงินสำรอง 1,500-1,700 ล้านบาท ยันทำตามกฎหมายเพื่อรองรับโครงการผูกพัน ไม่ใช่การลงทุนหากำไร พร้อมแจงสัดส่วนงบสนับสนุนรัฐสูงสุด 50%

สำนักข่าวบริคอินโฟ – กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบริหารเงินสำรอง การจัดสรรงบประมาณ และการให้ทุนสนับสนุนภาคีเครือข่าย ยืนยันดำเนินการถูกต้องตามกรอบกฎหมายเพื่อรองรับภาระผูกพันโครงการต่อเนื่อง 1-3 ปี ไม่ใช่การนำเงินเหลือไปแสวงหากำไร พร้อมแจงสัดส่วนงบประมาณสนับสนุนภาครัฐสูงสุด 40-50% ส่วนภาคประชาสังคมอยู่ที่ 30%

ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ThaiHealth) เปิดเผยว่า สสส. ได้รับเงินสนับสนุนปีละประมาณ 4,000 ล้านบาทเพื่อนำมาจัดทำงบประมาณแบบสมดุล ทั้งนี้ โครงการที่ สสส. อนุมัติมีทั้งโครงการระยะเวลา 1 ปี และโครงการต่อเนื่องมากกว่า 1 ปี ซึ่งหลายโครงการเบิกจ่ายประมาณ 40% ในปีแรก และอีก 60% ในปีที่ 2 หรือ 3 ทำให้จำเป็นต้องมีเงินสำรองประมาณ 1,500-1,700 ล้านบาท เพื่อให้ภาคีสามารถดำเนินงานต่อเนื่องได้โดยไม่หยุดชะงัก จึงไม่สามารถใช้เงินจนเหลือศูนย์แล้วรอรับงบประมาณปีถัดไปได้ และไม่ใช่การนำเงินเหลือมาลงทุนใหม่ทุกปี

สสส. ชี้แจงแนวทางบริหารเงินสำรอง 1,500-1,700 ล้านบาท ยันทำตามกฎหมายเพื่อรองรับโครงการผูกพัน ไม่ใช่การลงทุนหากำไร พร้อมแจงสัดส่วนงบสนับสนุนรัฐสูงสุด 50%

สำหรับการบริหารเงินสำรอง สสส. ดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พระราชบัญญัติการบริหารทุนหมุนเวียน และพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ โดยคณะกรรมการกองทุน สสส. มีอำนาจตามมติคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียนในการกำหนดกรอบนโยบายการลงทุน ซึ่งเป็นการบริหารสภาพคล่องเพื่อรักษาประโยชน์ของเงินที่ยังไม่ถึงกำหนดเบิกจ่าย ไม่ใช่การลงทุนเพื่อแสวงหากำไร ล่าสุดคณะกรรมการฯ อยู่ระหว่างส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาทบทวนข้อกฎหมาย โดยระหว่างนี้ซึ่งตรงกับช่วงสิ้นสุดสัญญาบริหารเงิน สสส. จึงได้นำเงินสำรองทั้งหมดไปฝากไว้ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จากเดิมที่เงินส่วนใหญ่ฝากในบัญชีธนาคารหรือลงทุนในตราสารภาครัฐ และมีสัดส่วนในตลาดหุ้นไม่เกินร้อยละ 10-12

ดร.ประกาศิต กล่าวเพิ่มเติมถึงประเด็นการจัดสรรทุนว่า งบประมาณ 40-50% ถูกจัดสรรให้กลไกภาครัฐ ขณะที่ภาคประชาสังคม (NGO) ได้รับประมาณ 30% ส่วนที่เหลือกระจายสู่ภาคประชาชนและชุมชน โดยงานสร้างเสริมสุขภาพจำเป็นต้องอาศัยภาคีร่วมขับเคลื่อนเพื่ออุดช่องว่างการทำงานของรัฐ ส่วนการให้ทุนโครงการเดิมบางส่วนเกิดจากความจำเป็นของเนื้องานที่ต้องใช้เวลาต่อเนื่อง ซึ่งหากโครงการมีผลสัมฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม การได้รับการสนับสนุนต่อจึงขึ้นอยู่กับผลงานไม่ใช่การผูกขาด พร้อมระบุว่าภารกิจหลักของ สสส. คือการสนับสนุนงานวิชาการและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ เช่น การรณรงค์พื้นที่ปลอดบุหรี่ งดเหล้าเข้าพรรษา หรือสวดมนต์ข้ามปี ซึ่งการลดภาระโรคและงบประมาณการรักษาพยาบาลของประเทศต้องใช้เวลานานนับสิบปี จึงไม่อาจประเมินผลสำเร็จจากมิติระยะสั้นเพียงอย่างเดียว

Advertisement
Continue Reading
Advertisement