ข่าว
ทรูเปิดข้อมูลอินไซต์ช่วงน้ำท่วม พบการโทรด้วยเสียงพุ่งกว่า 600% ยอดอัปโหลดโตแซงดาวน์โหลด
สำนักข่าวบริคอินโฟ – บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยข้อมูลสถิติการใช้งานโครงข่ายโทรคมนาคม (Data Insight) ในช่วงสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมขังช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 พบว่าพฤติกรรมการสื่อสารของประชาชนในพื้นที่ประสบภัยปรับเปลี่ยนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะปริมาณการโทรด้วยเสียง (Voice Call) ที่เพิ่มขึ้นสูงสุดกว่า 600% ในช่วงเวลาวิกฤต ขณะที่การรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายมือถือมีปริมาณการอัปโหลดข้อมูลสูงกว่าการดาวน์โหลด เพื่อใช้รายงานสถานการณ์และประสานงานขอความช่วยเหลือ

จากสถิติปริมาณการใช้งานโทรด้วยเสียงผ่านเครือข่ายมือถือ ณ วันที่ 26 กันยายน 2569 เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า พบการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยจังหวัดปทุมธานีมีปริมาณสายโทรเข้า-ออกเพิ่มขึ้น 60% กรุงเทพมหานคร 58% สมุทรปราการ 58% นนทบุรี 51% และชลบุรี 29% โดยเฉพาะพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขังรุนแรง เช่น ชุมชนเคหะร่มเกล้า มีปริมาณการโทรเพิ่มขึ้น 222% และเคหะคลองจั่นเพิ่มขึ้น 169% ทั้งนี้ ในช่วงชั่วโมงที่มีการใช้งานสูงสุดระหว่างเวลา 09.00–10.00 น. ของวันดังกล่าว ปริมาณการใช้งานเสียงในพื้นที่เคหะร่มเกล้าพุ่งสูงขึ้นถึง 632% และเคหะคลองจั่นเพิ่มขึ้น 311% สะท้อนว่าการสื่อสารด้วยเสียงยังเป็นช่องทางหลักที่ประชาชนเลือกใช้เพื่อติดต่อบุคคลใกล้ชิดและประสานงานเหตุฉุกเฉินอย่างเร่งด่วน

ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนโครงข่ายมือถือ (Mobile Data) ระหว่างวันที่ 25–26 กันยายน 2569 แสดงให้เห็นว่าอัตราการอัปโหลด (Upload) ข้อมูลเติบโตสูงกว่าอัตราการดาวน์โหลด (Download) อย่างชัดเจน โดยเคหะร่มเกล้ามียอดอัปโหลดเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 61% ขณะที่ยอดดาวน์โหลดเพิ่มขึ้นเพียง 4% ส่วนเคหะคลองจั่นมียอดอัปโหลดเพิ่มขึ้น 44% เทียบกับดาวน์โหลดที่ 6% โดยช่วงเวลาพีกของเคหะร่มเกล้า (18.00–19.00 น.) ปริมาณอัปโหลดพุ่งขึ้นถึง 178% ขณะที่เคหะคลองจั่น (20.00–21.00 น.) อัปโหลดเพิ่มขึ้น 94% ซึ่งกิจกรรมหลักมาจากการส่งรูปภาพ บันทึกวิดีโอ การถ่ายทอดสด และการแชร์ข้อมูลสภาพน้ำท่วมแบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน โดยแอปพลิเคชันที่มีปริมาณการใช้งานสูงสุด ได้แก่ LINE เพิ่มขึ้น 22% รองลงมาคือ Messenger 13%, Facebook 10%, Netflix 9% และ FaceTime 8%
นอกจากเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้ว การใช้งานอินเทอร์เน็ตบ้าน (Broadband Internet) ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติมีอัตราการเติบโตสูงกว่าพื้นที่ปกติ โดยภาคตะวันออกมีปริมาณการใช้งานเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 8% นำโดยจังหวัดตราดเพิ่มขึ้น 21% ขณะที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% และภาคกลางร่วมกับภาคตะวันตกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3% ส่วนภูมิภาคอื่นที่ไม่ได้รับผลกระทบหลักมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยคงที่หรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้ ข้อมูลพฤติกรรมดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าในภาวะภัยพิบัติ ประชาชนไม่ได้เพียงแค่เปิดรับข้อมูลข่าวสารเท่านั้น แต่มีบทบาทเป็นผู้ส่งต่อข้อมูลและรายงานสถานการณ์จากพื้นที่จริง ซึ่งผู้ให้บริการโครงข่ายจะนำสถิติเหล่านี้ไปใช้ประกอบการวางแผนบริหารจัดการทราฟฟิกเครือข่าย เพื่อรองรับการสื่อสารในสถานการณ์ฉุกเฉินต่อไป
