การเมือง
กรณ์ จี้รัฐบาลเร่งปราบเครือข่ายสแกมเมอร์ในประเทศ ชี้กรอบความร่วมมือไร้ผลหากไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
สำนักข่าวบริคอินโฟ – นายกรณ์ จาติกวณิช เรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์และกลุ่มผลประโยชน์ในประเทศอย่างจริงจัง ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาข้อมูลภาครัฐรั่วไหล หลังพบมูลค่าความเสียหายสะสมในคดีหลอกลวงออนไลน์สูงกว่า 1.2 แสนล้านบาท ระบุข้อตกลงและกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศจะไร้ความหมาย หากไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายที่เป็นรูปธรรมต่อเครือข่ายภายในประเทศ
นายกรณ์ ระบุว่า แม้ประเทศไทยจะมีความร่วมมือบนเวทีระหว่างประเทศ แต่การแก้ไขปัญหาภายในประเทศยังคงมีความล่าช้า โดยเฉพาะการจัดการกับเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่มีสถิติคดีหลอกลวงออนไลน์กว่า 1.3 ล้านคดี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางการเงินของประชาชน จึงได้เสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินการตรวจสอบใน 5 ประเด็นหลัก ทั้งการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ทำหนังสือเสนอให้พิจารณามาตรการคว่ำบาตรบุคคลและนิติบุคคลที่มีส่วนพัวพันกับเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งปรากฏชื่ออดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของไทย รวมถึงการเร่งรัดการสอบสวนเชิงลึกในตลาดทุน
ขณะเดียวกัน ได้ตั้งข้อสังเกตต่อประเด็นความปลอดภัยของระบบข้อมูลภาครัฐ จากกรณีมัลแวร์ขโมยรหัสผ่านเจ้าหน้าที่เพื่อเข้าถึงข้อมูลทะเบียนราษฎร ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีมาตรการอุดช่องโหว่และกำหนดผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน นอกจากนี้ ยังทวงถามความคืบหน้าจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กรณีการตรวจสอบเครือข่ายสแกมเมอร์ที่เชื่อมโยงกับตลาดหุ้นไทย ซึ่งยังไม่มีรายงานความคืบหน้าต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการ
ในส่วนของหลักธรรมาภิบาลองค์กรตรวจสอบ นายกรณ์ ได้เรียกร้องให้ตรวจสอบข้อร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์กรตรวจสอบที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำนิติกรรมสัญญากับกลุ่มผู้ถูกกล่าวหา โดยเห็นว่าควรพิจารณาให้ผู้ถูกกล่าวหายุติการปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบกฎหมาย เพื่อรักษาความเป็นอิสระและความโปร่งใสในการตรวจสอบ
นายกรณ์ กล่าวสรุปว่า แม้หน่วยงานไทยจะเริ่มกระบวนการยึดอายัดทรัพย์สินในคดีข้ามชาติอย่างเครือข่ายยิม เลียก และเบน สมิธ แต่กระบวนการดำเนินคดีกับกลุ่มเครือข่ายภายในประเทศยังคงมีอุปสรรคเชิงโครงสร้าง การดำเนินนโยบายตามกรอบความร่วมมือ Bangkok Blueprint จะเกิดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อรัฐบาลนำหลักการมาบังคับใช้อย่างโปร่งใส ทั้งการคุ้มครองข้อมูลประชาชน การตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างอิสระ และการเยียวยาผู้เสียหายอย่างเป็นรูปธรรม
