Connect with us

การเมือง

นายกฯ เตรียมต้อนรับนายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต เยือนไทยอย่างเป็นทางการรอบ 13 ปี มุ่งขยายความร่วมมือรอบด้าน

Published

on

นายกฯ อนุทิน เตรียมนำคณะเยือนสหรัฐฯ ร่วมการประชุม UNGA81 พร้อมเดินสายโรดโชว์ตลาดทุนไทยที่อังกฤษและญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 20–27 กันยายน 2569

สำนักข่าวบริคอินโฟ – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมให้การต้อนรับ นายไก ราลา ชานานา กุชเมา นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 9–10 ตุลาคม 2569 ซึ่งนับเป็นการเยือนไทยของผู้นำติมอร์-เลสเตครั้งแรกในรอบ 13 ปี นับตั้งแต่ปี 2556 และเป็นครั้งแรกหลังจากติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนเมื่อเดือนตุลาคม 2568

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การพบหารือระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศจะมุ่งเน้นการยกระดับ ความสัมพันธ์ทวิภาคี และผลักดันความร่วมมือในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร สาธารณสุข การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พลังงาน การท่องเที่ยว ความมั่นคง รวมถึงการกระชับความสัมพันธ์ระดับประชาชนและบทบาทความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียน

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเตรียมผลักดันการจัดตั้งกลไกการหารือทวิภาคีระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อใช้เป็นกลไกหลักในการติดตามและขับเคลื่อนข้อตกลงต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนมุมมองต่อประเด็นสถานการณ์ระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาคมอาเซียน

สำหรับกำหนดการในวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2569 นายกรัฐมนตรีจะให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเตและคณะ ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ การประชุมหารือข้อราชการเต็มคณะ พิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการจัดตั้งกลไกการหารือทวิภาคี การแถลงข่าวร่วม และงานเลี้ยงอาหารกลางวันอย่างเป็นทางการ

Advertisement

นายเอกภพกล่าวเพิ่มเติมว่า "การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับติมอร์-เลสเต ภายหลังติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน โดยไทยพร้อมร่วมมือกับติมอร์-เลสเตในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านการค้า การลงทุน เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร สาธารณสุข การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและประโยชน์แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ รวมถึงเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียน"