<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>องค์การอนามัยโลก ข่าวล่าสุด | Brickinfo News Agency</title>
	<atom:link href="https://brickinfotv.com/tag/%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://brickinfotv.com/tag/องค์การอนามัยโลก</link>
	<description>ข่าวสาร สาระ ความรู้ และความบันเทิง</description>
	<lastBuildDate>Thu, 11 Jun 2026 05:23:59 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.1</generator>

<image>
	<url>https://brickinfotv.com/wp-content/uploads/2019/07/cropped-06-Favicon-Brick-100x100.png</url>
	<title>องค์การอนามัยโลก ข่าวล่าสุด | Brickinfo News Agency</title>
	<link>https://brickinfotv.com/tag/องค์การอนามัยโลก</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>สธ. เปิดเวทีถกวิกฤตเชื้อดื้อยา ชี้คนไทยตายปีละ 3.8 หมื่นคน เดินหน้ายุทธศาสตร์ 10 ปี One Health สกัดภัยเงียบ</title>
		<link>https://brickinfotv.com/news/312493</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Brickinfo News Agency]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 11 Jun 2026 05:23:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[สาธารณสุข]]></category>
		<category><![CDATA[WHO]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุข]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงเกษตรและสหกรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ทส.]]></category>
		<category><![CDATA[พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนา พร้อมพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[สธ.]]></category>
		<category><![CDATA[สสส.]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การอนามัยโลก]]></category>
		<category><![CDATA[เอกชัย เพียรศรีวัชรา]]></category>
		<category><![CDATA[โรงแรมรามาการ์เด้นส์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://brickinfotv.com/?p=312493</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำนักข่าวบริคอินโฟ &#8211; กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เผยวิ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/news/312493">สธ. เปิดเวทีถกวิกฤตเชื้อดื้อยา ชี้คนไทยตายปีละ 3.8 หมื่นคน เดินหน้ายุทธศาสตร์ 10 ปี One Health สกัดภัยเงียบ</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>สำนักข่าวบริคอินโฟ &#8211;</strong> กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เผยวิกฤต <strong>เชื้อดื้อยา</strong> คร่าชีวิตประชากรโลก 1.27 ล้านคนต่อปี และอาจพุ่งสูงถึง 39 ล้านคนในอีก 5 ปีข้างหน้าหากไร้มาตรการรับมือ ขณะที่ประเทศไทยพบผู้เสียชีวิตสูงถึงปีละ 3.8 หมื่นคน ล่าสุด สธ. จับมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์ 10 ปี ภายใต้กรอบการทำงาน <strong>One Health</strong> หรือ สุขภาพหนึ่งเดียว เพื่อสกัดภัยเงียบด้านสาธารณสุข พร้อมเร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง หลังพบคนไทยกว่าครึ่งยังใช้ <strong>ยาปฏิชีวนะ</strong> ผิดประเภทในกลุ่มอาการหวัด ท้องเสีย และแผลฉีกขาด ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเชื้อปรับตัวเร็วกว่ายาและทำให้ยามีประสิทธิภาพลดลง</p>



<p>นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาระดับชาติ เรื่อง <strong>การดื้อยาต้านจุลชีพ</strong> ครั้งที่ 5 ภายใต้หัวข้อ &#8220;One Health, One Future: Act Now on AMR&#8221; โดยมีผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์การอนามัยโลก (WHO) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเครือข่ายกว่า 30 องค์กรเข้าร่วม นายพัฒนากล่าวว่า ปัญหา <strong>เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ</strong> เป็นภัยเงียบที่ผลกระทบเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน การใช้ <strong>ยาปฏิชีวนะ</strong> หรือยาต้านไวรัสที่ไม่เป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์ จะทำให้เชื้อโรคเกิดการปรับตัวและดื้อยาในที่สุด ซึ่งมีความเสี่ยงที่การพัฒนายาใหม่จะทำได้ไม่ทันกับการปรับตัวของเชื้อโรค ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ยาเกินความจำเป็น รวมถึงต้องควบคุมการใช้ยาในสัตว์ที่อาจส่งผลกระทบต่อของเสียในระบบบำบัดที่ไหลลงสู่สิ่งแวดล้อม โดยต้องมองภาพรวมผ่านกรอบการทำงานแบบ <strong>One Health</strong> ที่ครอบคลุมทั้งคน สัตว์ อาหาร และสิ่งแวดล้อม</p>



<p>รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ไขปัญหา <strong>เชื้อดื้อยา</strong> ไม่ควรถูกมองว่าเป็นภาระแต่คือการลงทุนของประเทศที่จะช่วยลดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพระบบสาธารณสุข และยกระดับสินค้าเกษตรและอาหาร ในวาระครบรอบ 10 ปีของการทำงานด้านนี้ ประเทศไทยได้เตรียมจัดทำกรอบการดำเนินการ 10 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการระดับโลกปี 2026-2036 ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่เพิ่งได้รับการรับรองเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการเสียชีวิตจาก <strong>เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ</strong> ลงร้อยละ 10 ภายในปี 2573 ซึ่งการประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการหารือเพื่อเติมเต็มการทำงานในส่วนที่ยังต้องเน้นย้ำเพิ่มเติม</p>



<p>ด้าน นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ปัญหา <strong>การดื้อยาต้านจุลชีพ</strong> เป็นหนึ่งในภัยคุกคามสำคัญที่สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยมากกว่า 4 หมื่นล้านบาทต่อปี ที่ผ่านมา สธ. ได้ขับเคลื่อนตามแนวทาง <strong>One Health</strong> ร่วมกับภาคีเครือข่ายมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้อุบัติการณ์การติด <strong>เชื้อดื้อยา</strong> ในกระแสเลือดลดลงถึงร้อยละ 11 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม การจะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสร้างความตระหนักรู้และเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม</p>



<p>ขณะที่ นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุว่า สสส. ได้ร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การส่งเสริมความรอบรู้ด้าน <strong>การดื้อยาต้านจุลชีพ</strong> แก่ประชาชน โดยข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพคนไทยปี 2567-2568 พบว่าคนไทยอายุ 20 ปีขึ้นไปยังมีการใช้ <strong>ยาปฏิชีวนะ</strong> เกินความจำเป็นและไม่สมเหตุสมผล โดยใช้ในอาการหวัดร้อยละ 57.2 อาการท้องเสียเฉียบพลันร้อยละ 49.8 และแผลฉีกขาดร้อยละ 34.9 ซึ่งกลุ่มอาการเหล่านี้ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยาและเป็นปัจจัยหลักนำไปสู่การดื้อยา สสส. จึงเร่งส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ หรือ Health Literacy ในการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ผ่านการออกแบบชุดความรู้และสื่อรณรงค์ที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงาน ผู้สูงอายุ เกษตรกร และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ <strong>ยาปฏิชีวนะ</strong> ที่ถูกต้องและปลอดภัยต่อไป</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/news/312493">สธ. เปิดเวทีถกวิกฤตเชื้อดื้อยา ชี้คนไทยตายปีละ 3.8 หมื่นคน เดินหน้ายุทธศาสตร์ 10 ปี One Health สกัดภัยเงียบ</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สสส. ร่วมกับ ม.มหิดล ประกาศผล RTIPC ชู 2 นวัตกรรมคนรุ่นใหม่ลดอุบัติเหตุทางถนน คว้าทุน 1 ล้านบาทลุยพื้นที่จริง</title>
		<link>https://brickinfotv.com/news/311318</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Brickinfo News Agency]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 29 May 2026 12:54:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[SCBX NEXT TECH]]></category>
		<category><![CDATA[Siam paragon]]></category>
		<category><![CDATA[WHO]]></category>
		<category><![CDATA[World Health Organization]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[ก่องกาญจน์ ทักษ์หิรัญฤทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[พัณภัช ด่านนรากุล]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์การค้าสยามพารากอน]]></category>
		<category><![CDATA[สสส.]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[สิริดนย์ รังษีหิรัญรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การอนามัยโลก]]></category>
		<category><![CDATA[อิทธิโชติ จักรไพวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[เอสซีบีเอ็กซ์ เน็กซ์ เทค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://brickinfotv.com/?p=311318</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำนักข่าวบริคอินโฟ &#8211; มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สำน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/news/311318">สสส. ร่วมกับ ม.มหิดล ประกาศผล RTIPC ชู 2 นวัตกรรมคนรุ่นใหม่ลดอุบัติเหตุทางถนน คว้าทุน 1 ล้านบาทลุยพื้นที่จริง</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>สำนักข่าวบริคอินโฟ &#8211;</strong> มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ประกาศผลเวทีแข่งขัน <strong>Road Traffic Injury Pitching Challenge</strong> หรือ <strong>RTIPC : Final Pitching Day</strong> มอบทุนสนับสนุนรวมกว่า 1,000,000 บาท ให้กับ 2 ทีมชนะเลิศที่มีความโดดเด่นด้าน<strong>นวัตกรรมลดอุบัติเหตุทางถนน</strong> ได้แก่ ทีมแต้มบุญ และ ทีม Motor Mario Motor เพื่อนำผลงานไปทดลองใช้งานจริงในพื้นที่ Sandbox เป็นเวลา 6 เดือน มุ่งเป้าแก้ปัญหาอุบัติเหตุจราจรอย่างยั่งยืน</p>



<p>กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นที่ <strong>เอสซีบีเอ็กซ์ เน็กซ์ เทค</strong> (<strong>SCBX NEXT TECH</strong>) ศูนย์การค้า<strong>สยามพารากอน</strong> (<strong>Siam Paragon</strong>) กรุงเทพมหานคร อิทธิโชติ จักรไพวงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายกายภาพและสิ่งแวดล้อม <strong>มหาวิทยาลัยมหิดล</strong> กล่าวว่า อุบัติเหตุทางถนนยังคงเป็นความท้าทายของไทยและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของเยาวชนทั่วโลกตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก โครงการนี้ดำเนินการมากว่า 3 เดือน โดยคัดเลือกนวัตกรรมจากคนรุ่นใหม่จนเหลือ 10 ทีมสุดท้าย เวทีนี้ไม่เพียงแต่ให้ผู้เข้าแข่งขันประชันแนวคิด แต่ยังเป็นพื้นที่สร้างความร่วมมือระหว่างคนรุ่นใหม่กับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อผลักดัน<strong>นวัตกรรมลดอุบัติเหตุทางถนน</strong>ไปสู่การใช้งานจริงในอนาคต</p>



<p>ก่องกาญจน์ ทักษ์หิรัญฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม <strong>สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ</strong> หรือ <strong>สสส.</strong> กล่าวว่า การสร้างความปลอดภัยต้องเปลี่ยนมุมมองจากเรื่องโชคชะตาให้เป็นความปลอดภัยที่ออกแบบและจัดการได้ โดยขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด 3E คือ การออกแบบสภาพแวดล้อม (Engineering) การบังคับใช้กฎหมาย (Enforcement) และการสร้างความรู้ความตระหนัก (Education) การเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่นำเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนานวัตกรรม จะช่วยสร้างระบบ<strong>ความปลอดภัยทางถนน</strong>ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตในปัจจุบันได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>



<p>สำหรับผลงานชนะเลิศโครงการแรกคือ Phutthamonthon SAFETY CREDIT (Dual Evidence RoadSafety Model) พัณภัช ด่านนรากุล ตัวแทนทีมแต้มบุญ ระบุว่า แนวคิดหลักคือการเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นแต้มต่อทางเศรษฐกิจเพื่อลดอุบัติเหตุในกลุ่มไรเดอร์และเยาวชนพื้นที่พุทธมณฑล โดยใช้เทคโนโลยีสมาร์ตโฟนเทเลเมติกส์ (Smart Phone Telematics) และเรดาร์เซนเซอร์ติดตามพฤติกรรมการขับขี่แบบเรียลไทม์ นำข้อมูลมาแปลงเป็นเครดิตแลกรับส่วนลดประกันภัยและร้านค้าในชุมชน ซึ่งตั้งเป้าลดความเร็วเฉลี่ย 15% และลดการฝ่าฝืนกฎหมายจราจรมากกว่า 20%</p>



<p>ขณะที่อีกหนึ่งผลงานชนะเลิศคือ MotoGuard Safety Sandbox (Integrated Smart Infrastructure for Motorcycle Safety on Roads and Intersections) สิริดนย์ รังษีหิรัญรัตน์ ตัวแทนทีม Motor Mario Motor กล่าวว่า ผลงานนี้มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะบริเวณทางแยก มีระบบตรวจจับและแจ้งเตือนผู้ใช้ถนนผ่านจอ LED เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ พร้อมระบบป้องกันการขับย้อนศรและป้องกันการเปลี่ยนเลนที่ไม่ปลอดภัย ควบคู่กับการพัฒนาแอปพลิเคชัน MotoGuard ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมรายงานจุดเสี่ยง เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และวางมาตรการแก้ไขเฉพาะจุดต่อไป</p>



<p></p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/news/311318">สสส. ร่วมกับ ม.มหิดล ประกาศผล RTIPC ชู 2 นวัตกรรมคนรุ่นใหม่ลดอุบัติเหตุทางถนน คว้าทุน 1 ล้านบาทลุยพื้นที่จริง</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>WHO ยืนยันผู้ป่วยบนเรือสำราญ MV Hondius ติดเชื้อไวรัสฮันตาสายพันธุ์แอนดีส เสียชีวิตแล้ว 3 ราย</title>
		<link>https://brickinfotv.com/news/308903</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Brickinfo News Agency]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 May 2026 11:57:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[ต่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[MV Hondius]]></category>
		<category><![CDATA[WHO]]></category>
		<category><![CDATA[World Health Organization]]></category>
		<category><![CDATA[ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส]]></category>
		<category><![CDATA[สายพันธุ์แอนดีส]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักข่าวซินหัว]]></category>
		<category><![CDATA[หมู่เกาะคานารี]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การอนามัยโลก]]></category>
		<category><![CDATA[เรือสำราญเอ็มวี ฮอนดิอุส]]></category>
		<category><![CDATA[ไวรัสฮันตา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://brickinfotv.com/?p=308903</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำนักข่าวซินหัว พันธมิตรของ สำนักข่าวบริคอินโฟ รายงานว่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/news/308903">WHO ยืนยันผู้ป่วยบนเรือสำราญ MV Hondius ติดเชื้อไวรัสฮันตาสายพันธุ์แอนดีส เสียชีวิตแล้ว 3 ราย</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>สำนักข่าวซินหัว พันธมิตรของ <strong>สำนักข่าวบริคอินโฟ </strong>รายงานว่า องค์การอนามัยโลก หรือ <strong>WHO (World Health Organization)</strong> ออกแถลงการณ์ยืนยันการแพร่ระบาดของ <strong>ไวรัสฮันตา (Hantavirus)</strong> บนเรือสำราญ <strong>เอ็มวี ฮอนดิอุส (MV Hondius)</strong> โดยระบุว่าเป็นเชื้อ <strong>สายพันธุ์แอนดีส (Andes Virus)</strong> ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่หาได้ยากและมีความอันตราย ล่าสุดพบรายงานผู้ติดเชื้อแล้วจำนวน 8 ราย ในจำนวนนี้ได้รับการยืนยันทางห้องปฏิบัติการ 5 ราย ส่วนอีก 3 รายยังคงเป็นผู้ป่วยต้องสงสัย โดยเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย ขณะที่ทางองค์การอนามัยโลกยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเนื่องจากเชื้อมีระยะฟักตัวค่อนข้างนาน</p>



<p>ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส (<strong>Tedros Adhanom Ghebreyesus</strong>) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังไม่มีผู้โดยสารหรือลูกเรือที่เหลืออยู่บนเรือแสดงอาการป่วยเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกได้รับรายงานเกี่ยวกับบุคคลอื่นๆ ที่อาจมีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้โดยสารที่ติดเชื้อและเริ่มแสดงอาการบ้างแล้ว ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการติดตามตัวเพื่อตรวจสอบอย่างเข้มงวด ทั้งนี้การแพร่ระบาดดังกล่าวยังจำกัดอยู่ในวงแคบ แต่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการขยายตัวของเชื้อ</p>



<p>ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกได้กล่าวถึงแนวโน้มของสถานการณ์ว่า &#8220;มีความเป็นไปได้ที่จะมีรายงานผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในอนาคต เนื่องจาก <strong>เชื้อไวรัสสายพันธุ์แอนดีส</strong> มีระยะฟักตัวที่ยาวนานอาจถึง 6 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม จากการประเมินความเสี่ยงด้านสาธารณสุขในภาพรวมขณะนี้ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ&#8221; ซึ่งคำแถลงดังกล่าวมีขึ้นเพื่อให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับมือกับยอดผู้ป่วยที่อาจขยับสูงขึ้นในช่วงเวลาที่เชื้อยังไม่แสดงอาการ</p>



<p>สำหรับมาตรการจัดการบนเรือสำราญ <strong>เอ็มวี ฮอนดิอุส (MV Hondius)</strong> ในปัจจุบัน เรือกำลังมุ่งหน้าไปยัง <strong>หมู่เกาะคานารี (Canary Islands)</strong> โดยทางเรือได้ออกคำสั่งให้ผู้โดยสารทุกคนกักตัวอยู่ภายในห้องพักของตนเองระหว่างดำเนินการพ่นยาฆ่าเชื้อทั่วทั้งบริเวณ สำหรับผู้ที่มีอาการป่วยจะถูกแยกตัวออกไปรักษาในทันทีเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อสู่ผู้อื่น ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วนที่ดำเนินการควบคู่ไปกับการสอบสวนโรค</p>



<p>ทั้งนี้ <strong>เชื้อไวรัสสายพันธุ์แอนดีส (Andes Virus)</strong> จัดเป็นหนึ่งในตระกูล <strong>ไวรัสฮันตา (Hantavirus)</strong> ชนิดหายากที่มักพบในแถบอเมริกาใต้ โดยมีสัตว์ฟันแทะเป็นพาหะนำโรคหลัก ความน่ากังวลของสายพันธุ์นี้คือความสามารถในการแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้ในวงจำกัด ซึ่งจากการเก็บสถิติการระบาดในอดีตพบว่า การติดเชื้อส่วนใหญ่มักเกิดจากการสัมผัสใกล้ชิดกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะสมาชิกในครอบครัวและบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/news/308903">WHO ยืนยันผู้ป่วยบนเรือสำราญ MV Hondius ติดเชื้อไวรัสฮันตาสายพันธุ์แอนดีส เสียชีวิตแล้ว 3 ราย</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สหรัฐฯ ประกาศเฝ้าระวัง ไวรัสฮันตา ในระดับต่ำสุด หลังพบผู้ติดเชื้อบนเรือสำราญ</title>
		<link>https://brickinfotv.com/news/308900</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Nopparit Kamolsuwan]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 May 2026 11:54:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[CDC]]></category>
		<category><![CDATA[Centers for Disease Control and Prevention]]></category>
		<category><![CDATA[Hantavirus]]></category>
		<category><![CDATA[MV Hondius]]></category>
		<category><![CDATA[WHO]]></category>
		<category><![CDATA[World Health Organization]]></category>
		<category><![CDATA[ซีดีซี]]></category>
		<category><![CDATA[วอชิงตัน ดี.ซี.]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การอนามัยโลก]]></category>
		<category><![CDATA[เรือสำราญเอ็มวี ฮอนดิอุส]]></category>
		<category><![CDATA[เอบีซี นิวส์]]></category>
		<category><![CDATA[ไวรัสฮันตา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://brickinfotv.com/?p=308900</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำนักข่าวซินหัว พันธมิตรของ สำนักข่าวบริคอินโฟ รายงานว่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/news/308900">สหรัฐฯ ประกาศเฝ้าระวัง ไวรัสฮันตา ในระดับต่ำสุด หลังพบผู้ติดเชื้อบนเรือสำราญ</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>สำนักข่าวซินหัว พันธมิตรของ <strong>สำนักข่าวบริคอินโฟ </strong>รายงานว่า ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ <strong>ซีดีซี (CDC)</strong> ประกาศยกระดับการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของ <strong>ไวรัสฮันตา (Hantavirus)</strong> ให้อยู่ในภาวะฉุกเฉินระดับ 3 ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดภายหลังจากมีการยืนยันพบผู้ติดเชื้อบนเรือสำราญ โดยประเมินว่าความเสี่ยงที่มีต่อสุขภาพของสาธารณชนในภาพรวมยังคงอยู่ในเกณฑ์ต่ำ แต่ยังต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการขยายตัวของโรค</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><a href="https://brickinfotv.com/news/308896">อังกฤษยืนยันพบพลเมือง 2 รายติดเชื้อไวรัสฮันตา เร่งกักตัวผู้เดินทางกลับจากเรือสำราญ ลำต้นเหตุ</a></li>
</ul>



<p>รายงานจากสำนักข่าว <strong>เอบีซี นิวส์ (ABC News)</strong> ระบุว่าการตัดสินใจของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ เป็นการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่พบความเคลื่อนไหวของการติดเชื้อในกลุ่มเฉพาะ โดย <strong>ระดับ 3 (Level 3)</strong> บ่งชี้ว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตรวจพบความผิดปกติแต่ยังไม่ถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ทางหน่วยงานได้เตรียมพร้อมระบบเฝ้าระวังเพื่อตรวจหาความเชื่อมโยงของการกระจายเชื้อในพื้นที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง</p>



<p>ทางด้าน <strong>องค์การอนามัยโลก (World Health Organization)</strong> หรือ <strong>WHO</strong> ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้นบน <strong>เรือสำราญเอ็มวี ฮอนดิอุส (MV Hondius)</strong> โดยระบุว่าได้รับรายงานการยืนยันผลตรวจเป็นบวกของผู้ป่วยจำนวน 5 ราย จากทั้งหมด 8 รายที่เข้ารับการตรวจสอบ ส่วนอีก 3 รายที่เหลือนั้นยังคงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มผู้ป่วยต้องสงสัยและกำลังรอผลการชันสูตรทางห้องปฏิบัติการที่ชัดเจน</p>



<p>ทั้งนี้ <strong>องค์การอนามัยโลก (WHO)</strong> ได้เน้นย้ำเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณะว่า &#8220;การระบาดของ <strong>ไวรัสฮันตา (Hantavirus)</strong> บนเรือสำราญลำดังกล่าวไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการระบาดใหญ่ในลักษณะเดียวกับโรคโควิด-19 (COVID-19)&#8221; พร้อมทั้งยืนยันว่าลักษณะการแพร่กระจายของเชื้อชนิดนี้มีความแตกต่างกัน และความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในขณะนี้</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/news/308900">สหรัฐฯ ประกาศเฝ้าระวัง ไวรัสฮันตา ในระดับต่ำสุด หลังพบผู้ติดเชื้อบนเรือสำราญ</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อังกฤษยืนยันพบพลเมือง 2 รายติดเชื้อไวรัสฮันตา เร่งกักตัวผู้เดินทางกลับจากเรือสำราญ ลำต้นเหตุ</title>
		<link>https://brickinfotv.com/news/308896</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Brickinfo News Agency]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 May 2026 11:50:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[สาธารณสุข]]></category>
		<category><![CDATA[Hantavirus]]></category>
		<category><![CDATA[MV Hondius]]></category>
		<category><![CDATA[WHO]]></category>
		<category><![CDATA[World Health Organization]]></category>
		<category><![CDATA[สหราชอาณาจักร]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักข่าวซินหัว]]></category>
		<category><![CDATA[หน่วยงานหลักประกันสุขภาพของสหราชอาณาจักร]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การอนามัยโลก]]></category>
		<category><![CDATA[เกาะตริสตัน ดา กูนยา]]></category>
		<category><![CDATA[เกาะเซนต์เฮเลนา]]></category>
		<category><![CDATA[เกาะเตเนริเฟ]]></category>
		<category><![CDATA[เอ็มวี ฮอนดิอุส]]></category>
		<category><![CDATA[ไวรัสฮันตา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://brickinfotv.com/?p=308896</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำนักข่าวซินหัว พันธมิตรของ สำนักข่าวบริคอินโฟ รายงานว่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/news/308896">อังกฤษยืนยันพบพลเมือง 2 รายติดเชื้อไวรัสฮันตา เร่งกักตัวผู้เดินทางกลับจากเรือสำราญ ลำต้นเหตุ</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>สำนักข่าวซินหัว พันธมิตรของ <strong>สำนักข่าวบริคอินโฟ </strong>รายงานว่า หน่วยงานหลักประกันสุขภาพของสหราชอาณาจักร รายงานการตรวจพบพลเมืองชาวอังกฤษจำนวน 2 ราย ยืนยันว่ามีการติดเชื้อ <strong>ไวรัสฮันตา (Hantavirus)</strong> และยังมีผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังอีก 1 ราย โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบริเวณเกาะตริสตัน ดา กูนยา (Tristan da Cunha) ทางตอนใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติก ขณะที่ผู้โดยสารรายอื่น ๆ บนเรือสำราญ <strong>เอ็มวี ฮอนดิอุส (MV Hondius)</strong> ยังคงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด</p>



<p>สำหรับมาตรการควบคุมโรคนั้น ทางหน่วยงานหลักประกันสุขภาพระบุว่า แม้ขณะนี้จะยังไม่มีพลเมืองที่อยู่บนเรือ <strong>เอ็มวี ฮอนดิอุส (MV Hondius)</strong> รายใดแสดงอาการป่วยเพิ่มเติม แต่เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ผู้โดยสารและลูกเรือที่เป็นชาวสหราชอาณาจักรทุกคนจะต้องเข้าสู่กระบวนการ <strong>กักตัวเป็นเวลา 45 วัน</strong> ทันทีที่เดินทางถึงมาตุภูมิ โดยจะมีเจ้าหน้าที่รัฐบาลคอยอำนวยความสะดวกและเตรียมพร้อมรับตัวพลเมืองที่จะลงจากเรือเมื่อเข้าเทียบท่าที่เกาะเตเนริเฟ (Tenerife) ของสเปน ในวันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคมนี้</p>



<p>นอกจากนี้ยังมีรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับกลุ่มพลเมือง 7 รายที่ลงจากเรือ ณ เกาะเซนต์เฮเลนา (St. Helena) ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา โดยพบว่ามี 2 รายเดินทางกลับถึงสหราชอาณาจักรแล้วและกำลังกักตัวอยู่ที่บ้านพักซึ่งยังไม่มีอาการผิดปกติ ส่วนอีก 4 รายยังคงพำนักอยู่ที่เกาะเซนต์เฮเลนา และรายสุดท้ายได้รับการยืนยันว่าพำนักอยู่ภายนอกประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบและระบุตัวตนครบถ้วนแล้วทุกคน</p>



<p>ทางด้าน <strong>องค์การอนามัยโลก (World Health Organization &#8211; WHO)</strong> ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงสถิติว่า จากจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด 8 รายที่พบบนเรือสำราญลำดังกล่าว มีการยืนยันผลเป็นบวกว่าติดเชื้อ <strong>ไวรัสฮันตา (Hantavirus)</strong> แล้ว 5 ราย ส่วนอีก 3 รายยังจัดเป็นผู้ป่วยต้องสงสัย อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกได้ออกมาย้ำเพื่อลดความตระหนกว่า การระบาดของไวรัสฮันตาบนเรือครั้งนี้ &#8220;ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการระบาดใหญ่&#8221; เช่นเดียวกับวิกฤตการณ์ของโรคโควิด-19 โดยประเมินว่าความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อสาธารณชนในวงกว้างยังคงอยู่ในระดับต่ำ</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/news/308896">อังกฤษยืนยันพบพลเมือง 2 รายติดเชื้อไวรัสฮันตา เร่งกักตัวผู้เดินทางกลับจากเรือสำราญ ลำต้นเหตุ</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พฤติกรรมสุขภาพคนเมืองขยับเศรษฐกิจ พบเทรนด์ใช้พื้นที่สาธารณะพุ่งแต่ยินดีจ่ายกับอุปกรณ์กีฬาคุณภาพ</title>
		<link>https://brickinfotv.com/news/306331</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Brickinfo News Agency]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 13 Apr 2026 07:25:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[ไลฟ์สไตล์]]></category>
		<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[Krungthai Card Public Company Limited]]></category>
		<category><![CDATA[KTC]]></category>
		<category><![CDATA[WHO]]></category>
		<category><![CDATA[World Health Organization]]></category>
		<category><![CDATA[กรมพลศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[สวนสาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานสถิติแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การอนามัยโลก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://brickinfotv.com/?p=306331</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำนักข่าวบริคอินโฟ &#8211; กระแสการออกกำลังกายในพื้นที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/news/306331">พฤติกรรมสุขภาพคนเมืองขยับเศรษฐกิจ พบเทรนด์ใช้พื้นที่สาธารณะพุ่งแต่ยินดีจ่ายกับอุปกรณ์กีฬาคุณภาพ</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>สำนักข่าวบริคอินโฟ &#8211;</strong> กระแสการออกกำลังกายในพื้นที่สาธารณะอย่างการเต้นแอโรบิคและการวิ่งในสวนสาธารณะใจกลางเมือง กำลังกลายเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ เมื่อผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยมองว่าการดูแลสุขภาพคือ <strong>การลงทุนระยะยาว (Long-term Investment)</strong> ส่งผลให้เกิดการเลือกใช้จ่ายอย่างมีแผนและให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้น สอดคล้องกับข้อมูลที่พบว่าคนไทยหันมาออกกำลังกายแบบไม่เป็นทางการเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</p>



<p>ข้อมูลจาก <strong>สำนักงานสถิติแห่งชาติ</strong> และ <strong>กรมพลศึกษา</strong> ระบุว่าในปี 2566 สัดส่วนของคนไทยที่ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 40% ของประชากรทั้งหมด โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองที่มีอัตราการทำกิจกรรมสูงกว่าพื้นที่อื่น ขณะที่รายงาน <strong>Physical Activity Profile 2024</strong> ของ <strong>องค์การอนามัยโลก (WHO)</strong> แม้จะระบุว่ามีคนไทยบางส่วนยังมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ แต่เทรนด์การออกกำลังกายแบบไม่มีรูปแบบตายตัว อาทิ การวิ่ง การเต้นแอโรบิค และโยคะกลางแจ้ง กลับเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน</p>



<p>ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการกิจกรรมที่เริ่มต้นได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำ แต่ในขณะเดียวกันกลับมีความยินดีที่จะ <strong>ลงทุนกับอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ (Quality Gear)</strong> มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า เสื้อผ้า หรืออุปกรณ์เสริมด้านสุขภาพ ซึ่งกลายเป็นค่าใช้จ่ายหมวดใหม่ที่เติบโตตามเทรนด์สุขภาพในปัจจุบัน โดยผู้บริโภคไม่ได้มองเพียงแค่ราคาที่ถูกที่สุด แต่เน้นไปที่คุณภาพ ความปลอดภัย และประสบการณ์ในการใช้งานเป็นหลัก</p>



<p><strong>เคทีซี (KTC)</strong> หรือ <strong>บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)</strong> เปิดเผยข้อมูลจากการมองเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า การใช้บัตรเครดิตในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการชำระเงินเท่านั้น แต่กลายเป็นเครื่องมือบริหารจัดการทางการเงินที่สอดรับกับพฤติกรรมสุขภาพ ตั้งแต่การเลือกซื้ออุปกรณ์กีฬาที่ได้มาตรฐาน การใช้สิทธิพิเศษเพื่อให้ได้ความคุ้มค่า ไปจนถึงการบริหารภาระค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถลงทุนกับสุขภาพได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่เกิดอุปสรรคทางการเงิน</p>



<p>นอกจากนี้ การสร้างแรงจูงใจผ่านระบบ <strong>คอมมูนิตี้ (Community)</strong> ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการใช้จ่ายและความผูกพันกับแบรนด์ ซึ่งทางเคทีซีได้มีการต่อยอดผ่าน <strong>KTC Sports Community</strong> โดยเฉพาะกลุ่มนักวิ่ง เพื่อเชื่อมโยงผู้ที่มีไลฟ์สไตล์เดียวกันให้สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างวินัยในการออกกำลังกายร่วมกัน ภายใต้แนวคิด <strong>KTC Wellness: The Journey to Well-being</strong> ที่มุ่งเน้นการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกวัน</p>



<p>ภาพรวมของกระแสแอโรบิคในสวนและการออกกำลังกายในพื้นที่สาธารณะ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่เป็นภาพสะท้อนของการปรับสมดุลชีวิตใหม่ของคนไทย ที่เลือกใช้ทรัพยากรสาธารณะให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการการใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล เพื่อให้ความมั่นคงทางสุขภาพและการเงินดำเนินไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/news/306331">พฤติกรรมสุขภาพคนเมืองขยับเศรษฐกิจ พบเทรนด์ใช้พื้นที่สาธารณะพุ่งแต่ยินดีจ่ายกับอุปกรณ์กีฬาคุณภาพ</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เคทีซี ชี้เทรนด์ Longevity Risk รับมือความเสี่ยงอายุยืนกว่าเงินออม ปรับกลยุทธ์วางแผนการเงินยุคสังคมสูงวัย</title>
		<link>https://brickinfotv.com/article/303112</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Brickinfo News Agency]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 10 Mar 2026 04:36:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Krungthai Card Public Company Limited]]></category>
		<category><![CDATA[KTC]]></category>
		<category><![CDATA[WHO]]></category>
		<category><![CDATA[World Health Organization]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การอนามัยโลก]]></category>
		<category><![CDATA[เคทีซี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://brickinfotv.com/?p=303112</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำนักข่าวบริคอินโฟ &#8211; โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ประ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/article/303112">เคทีซี ชี้เทรนด์ Longevity Risk รับมือความเสี่ยงอายุยืนกว่าเงินออม ปรับกลยุทธ์วางแผนการเงินยุคสังคมสูงวัย</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>สำนักข่าวบริคอินโฟ &#8211;</strong> โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ส่งผลให้เกิดความท้าทายใหม่ที่เรียกว่า <strong>Longevity Risk</strong> หรือความเสี่ยงที่เงินออมอาจไม่เพียงพอต่อช่วงชีวิตที่ยาวนานขึ้น ข้อมูลจาก <strong>องค์การอนามัยโลก (WHO)</strong> ระบุว่าอายุขัยเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ <strong>สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ</strong> ทำให้การวางแผนการเงินแบบเดิมที่เน้นเกษียณในวัย 60 ปี อาจไม่รองรับวิถีชีวิตในอนาคตที่อาจมีช่วงชีวิตหลังเกษียณยาวนานหลายสิบปี</p>



<p>ความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรนี้ทำให้แนวคิดการบริหารจัดการเงินต้องปรับเปลี่ยนจากการสะสมเพื่อหยุดทำงาน ไปสู่การสร้างระบบการเงินที่ยืดหยุ่นภายใต้แนวคิด <strong>Multi-stage Life</strong> หรือชีวิตหลายช่วงวัย ซึ่งผู้คนอาจมีการเปลี่ยนสายอาชีพ เรียนรู้ทักษะใหม่ หรือเริ่มธุรกิจในวัยที่มากขึ้น การวางแผนการเงินในปัจจุบันจึงต้องมองเป็นเส้นทางชีวิตที่ครอบคลุมทุกบทบาท ไม่ใช่เพียงการบริหารรายรับรายจ่ายในแต่ละเดือน แต่เป็นการรักษา <strong>กระแสเงินสด</strong> ให้ดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องแม้รายได้ประจำจะเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงวัย</p>



<p>นอกจากเรื่องตัวเงินแล้ว <strong>สุขภาพ</strong> ถือเป็นสินทรัพย์ระยะยาวที่มีผลโดยตรงต่อเสถียรภาพทางการเงิน เมื่ออายุขัยเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลมักจะสูงขึ้นตามไปด้วย การลงทุนในสุขภาพผ่านการตรวจสุขภาพประจำปีหรือการทำ <strong>ประกันสุขภาพ</strong> จึงเปรียบเสมือนการบริหารความเสี่ยงเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายหนักในช่วงที่ไม่มีรายได้ประจำ การดูแลร่างกายตั้งแต่วันนี้จึงถูกมองเป็นการรักษา &#8220;เครื่องยนต์&#8221; ของชีวิตให้ทำงานได้ยาวนานที่สุดคู่ไปกับเชื้อเพลิงที่เป็นเงินออม</p>



<p>ขณะเดียวกัน การเลือกใช้ <strong>เครื่องมือทางการเงิน</strong> อย่างเหมาะสมเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการสภาพคล่อง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์ด้านไลฟ์สไตล์ หรือระบบการบริหารจัดการการใช้จ่ายผ่าน <strong>บัตรเครดิต</strong> เช่น การแบ่งชำระเพื่อรักษาสมดุลของกระแสเงินสดในแต่ละเดือน ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคสามารถรักษาคุณภาพชีวิตควบคู่ไปกับการบริหารเงินได้อย่างมีวินัย</p>



<p>ทางด้าน <strong>เคทีซี</strong> หรือ <strong>บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)</strong> (KTC) ให้มุมมองต่อสถานการณ์นี้ว่า &#8220;Longevity Risk กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของผู้บริโภคยุคใหม่ การบริหารการใช้จ่ายอย่างมีวินัย การรักษาสภาพคล่องทางการเงิน และการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างเหมาะสม จึงเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตที่ยืนยาวขึ้น ในโลกที่มนุษย์มีอายุยืนขึ้นความท้าทายจึงไม่ใช่เพียงการมีชีวิตที่ยาวนาน แต่คือการมีชีวิตที่มั่นคง ทั้งในมิติของสุขภาพ การเงิน และคุณภาพชีวิตในทุกช่วงวัย&#8221;</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/article/303112">เคทีซี ชี้เทรนด์ Longevity Risk รับมือความเสี่ยงอายุยืนกว่าเงินออม ปรับกลยุทธ์วางแผนการเงินยุคสังคมสูงวัย</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิจัย ม.เทคโนโลยีซิดนีย์ เตือนการสูดดมไมโครพลาสติกเสี่ยงทำลายปอด ก่อการอักเสบเรื้อรังและมะเร็ง</title>
		<link>https://brickinfotv.com/news/301058</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Brickinfo News Agency]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 18 Feb 2026 07:28:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน-สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[University of Technology Sydney]]></category>
		<category><![CDATA[UTS]]></category>
		<category><![CDATA[WHO]]></category>
		<category><![CDATA[World Health Organization]]></category>
		<category><![CDATA[ซิดนีย์]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซิดนีย์]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักข่าวซินหัว]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การอนามัยโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ออสเตรเลีย]]></category>
		<category><![CDATA[เกชาฟ ราจ เปาเดล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://brickinfotv.com/?p=301058</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำนักข่าวบริคอินโฟ &#8211; ผลการศึกษาล่าสุดจาก มหาวิทยา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/news/301058">วิจัย ม.เทคโนโลยีซิดนีย์ เตือนการสูดดมไมโครพลาสติกเสี่ยงทำลายปอด ก่อการอักเสบเรื้อรังและมะเร็ง</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>สำนักข่าวบริคอินโฟ &#8211;</strong> ผลการศึกษาล่าสุดจาก <strong>มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซิดนีย์ (University of Technology Sydney)</strong> หรือ <strong>UTS</strong> ในประเทศออสเตรเลีย เปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลเกี่ยวกับผลกระทบของ <strong>ไมโครพลาสติก (Microplastics)</strong> ที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศ โดยระบุว่าการสูดดมอนุภาคขนาดเล็กเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายโดยไม่รู้ตัว อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการอักเสบและสร้างความเสียหายต่อระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคปอดหลายชนิด รวมถึงโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งปอด</p>



<p>ที่มาของปัญหาดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับข้อมูลของ <strong>องค์การอนามัยโลก (WHO)</strong> ที่ระบุว่ามลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรทั่วโลกราว 7 ล้านรายต่อปี โดยในปัจจุบันพบว่า <strong>ไมโครพลาสติกในอากาศ (Airborne Microplastics)</strong> ซึ่งมีแหล่งกำเนิดมาจากสิ่งของใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน เช่น <strong>พรมสังเคราะห์ (Synthetic Carpets)</strong> เสื้อผ้า และฝุ่นละอองภายในที่พักอาศัย ได้กลายเป็นปัจจัยเสริมที่เข้าไปกระตุ้นความเสี่ยงต่อสุขภาพปอดให้รุนแรงยิ่งขึ้น</p>



<p><strong>เกชาฟ ราจ เปาเดล (Keshav Raj Paudel)</strong> นักวิจัยอาวุโสด้านโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังและผู้นำการเขียนงานวิจัยจาก <strong>มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซิดนีย์ (University of Technology Sydney)</strong> ได้ให้คำนิยามของอันตรายนี้ว่า &#8220;ไมโครพลาสติกคือเศษพลาสติกขนาดเล็กมากที่มีขนาดน้อยกว่า 5 มิลลิเมตร ซึ่งเกิดจากการแตกตัวของพลาสติกขนาดใหญ่จนกลายเป็นชิ้นส่วนหรือเส้นใยขนาดจิ๋ว&#8221; โดยอนุภาคเหล่านี้สามารถลอยปะปนอยู่ในอากาศและเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายผ่านการหายใจปกติ</p>



<p>นอกจากนี้ <strong>เกชาฟ ราจ เปาเดล</strong> ยังได้เน้นย้ำถึงความเปราะบางของอวัยวะภายในว่า &#8220;ปอดมีความเสี่ยงต่อความเสียหายจากไมโครพลาสติกเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นอวัยวะที่มีพื้นที่ผิวขนาดใหญ่ แต่กลับมีขีดความสามารถในการกำจัดอนุภาคแปลกปลอมได้ค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะอนุภาคที่มีขนาดเล็กมากซึ่งสามารถแทรกซึมลึกลงไปในเนื้อเยื่อปอดได้&#8221; ซึ่งกระบวนการนี้เองที่นำไปสู่การอักเสบและโรคทางเดินหายใจต่างๆ</p>



<p>จากผลการศึกษายังพบความสอดคล้องระหว่างปริมาณสารปนเปื้อนกับการเกิดโรค โดยระบุว่าในเนื้อเยื่อที่มี <strong>เนื้องอกมะเร็งปอด (Lung Cancer Tumors)</strong> มักตรวจพบปริมาณของ <strong>ไมโครพลาสติก (Microplastics)</strong> สะสมอยู่มากกว่าเนื้อเยื่อปอดที่มีสุขภาพดีทั่วไป ข้อมูลนี้จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าการสะสมของพลาสติกขนาดจิ๋วในร่างกายอาจมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการพัฒนาของโรค <strong>มะเร็งปอด (Lung Cancer)</strong> รวมถึงโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคพังผืดในปอด</p>



<p>ที่มา : สำนักข่าวซินหัว</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/news/301058">วิจัย ม.เทคโนโลยีซิดนีย์ เตือนการสูดดมไมโครพลาสติกเสี่ยงทำลายปอด ก่อการอักเสบเรื้อรังและมะเร็ง</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ฟิลิปส์ เผยผลสำรวจชี้ระบบสาธารณสุขเอเชียแปซิฟิกเผชิญความล่าช้า แนะเร่งใช้ AI</title>
		<link>https://brickinfotv.com/news/279157</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Brickinfo News Agency]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 30 Jun 2025 01:13:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[สาธารณสุข]]></category>
		<category><![CDATA[FHI]]></category>
		<category><![CDATA[Future Health Index]]></category>
		<category><![CDATA[Philips]]></category>
		<category><![CDATA[Royal Philips]]></category>
		<category><![CDATA[WHO]]></category>
		<category><![CDATA[การดูแลสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[ฟิลิปส์]]></category>
		<category><![CDATA[สาธารณสุขเอเชียแปซิฟิก]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การอนามัยโลก]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี AI]]></category>
		<category><![CDATA[แจสเปอร์ เวสเตอร์ริงค์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://brickinfotv.com/?p=279157</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำนักข่าวบริคอินโฟ &#8211; ฟิลิปส์ (Philips) บริษัทเทคโ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/news/279157">ฟิลิปส์ เผยผลสำรวจชี้ระบบสาธารณสุขเอเชียแปซิฟิกเผชิญความล่าช้า แนะเร่งใช้ AI</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>สำนักข่าวบริคอินโฟ &#8211;</strong> ฟิลิปส์ (Philips) บริษัทเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพระดับโลก เปิดเผยผลสำรวจ Future Health Index (FHI) 2025 ซึ่งจัดทำต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 โดยระบุว่าระบบสาธารณสุขในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านความล่าช้าในการรักษาและการเสียโอกาสทางการแพทย์ แม้ว่าผลตอบรับต่อการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นไปในเชิงบวก แต่ยังคงมีความกังวลด้านความมั่นใจในการใช้งาน ผลสำรวจนี้รวบรวมข้อมูลจากบุคลากรทางการแพทย์กว่า 1,900 คน และผู้ป่วยกว่า 16,000 คน จาก 16 ประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา, เนเธอร์แลนด์, ออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น, อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้</p>



<p>นายแจสเปอร์ เวสเตอร์ริงค์ รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการ ฟิลิปส์ ประเทศญี่ปุ่น และรักษาการประธานและกรรมการผู้จัดการ ฟิลิปส์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวถึงความจำเป็นเร่งด่วนของการใช้เทคโนโลยี AI ว่า &#8220;ความจำเป็นของการใช้เทคโนโลยี AI สูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน เมื่อผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยต้องรอพบแพทย์เฉพาะทางนานกว่าหนึ่งเดือน ในขณะที่บุคลากรทางการแพทย์บางส่วนต้องเสียเวลาทำงานทางคลินิกไปราว 4 สัปดาห์ต่อปี เนื่องจากข้อมูลผู้ป่วยไม่ครบถ้วน ดังนั้น AI จึงมีบทบาทสำคัญที่เข้ามาช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถรักษาผู้ป่วยได้เร็วขึ้น ตัดสินใจได้ดีขึ้น และตอบสนองต่อความต้องการของผู้ป่วยได้รวดเร็วขึ้น เพื่อยกระดับการดูแลรักษาผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแก่ผู้คนจำนวนมากขึ้นเช่นกัน&#8221;</p>



<p>ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าผู้ป่วยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 2 ใน 3 (66%) ต้องเผชิญกับความล่าช้าในการพบแพทย์เฉพาะทาง โดยมีระยะเวลารอคอยเฉลี่ยสูงถึง 47 วัน ผู้ป่วย 1 ใน 3 (33%) ระบุว่าอาการของตนเองแย่ลงจากการรอคอย และ 1 ใน 4 (25%) ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากการรอพบแพทย์ที่นานเกินไป</p>



<p>บุคลากรทางการแพทย์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจำนวน 3 ใน 4 (76%) ระบุว่าพวกเขาเสียเวลาสำคัญในการปฏิบัติงานทางคลินิกเนื่องจากข้อมูลผู้ป่วยไม่ครบถ้วนหรือไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยเกือบ 1 ใน 3 (31%) ของบุคลากรทางการแพทย์กลุ่มนี้เสียเวลาไปมากกว่า 45 นาทีต่อกะการทำงาน หรือเทียบเท่ากับ 23 วันต่อปีต่อบุคลากรหนึ่งคน นอกจากนี้ 2 ใน 5 (39%) กล่าวว่าปัจจุบันพวกเขามีเวลาดูแลผู้ป่วยน้อยลง แต่ต้องใช้เวลาไปกับงานเอกสารมากขึ้นเมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อน ปัญหาเหล่านี้ยิ่งซ้ำเติมการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) คาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2573 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ถึง 6.9 ล้านคน หรือคิดเป็น 40% ของปัญหาการขาดแคลนทั่วโลก</p>



<p>จากผลสำรวจ บุคลากรทางการแพทย์กว่า 300 คนแสดงความกังวลหลายประการหากไม่มีการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ โดย 45% กังวลเกี่ยวกับจำนวนผู้ป่วยตกค้างที่เพิ่มขึ้น, 42% กังวลถึงการเผชิญภาวะหมดไฟในการทำงานที่เพิ่มขึ้นจากภาระงานเอกสาร และ 40% กังวลว่าจะไม่สามารถให้การรักษาที่ทันต่อยุคสมัยได้ อย่างไรก็ตาม บุคลากรทางการแพทย์ 89% เชื่อว่าเทคโนโลยี AI และระบบวิเคราะห์เชิงคาดการณ์สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้จากการสนับสนุนให้เกิดการรักษาที่รวดเร็วขึ้น</p>



<p>การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ถือเป็นกุญแจสำคัญในการปรับใช้เทคโนโลยี <strong>AI</strong> ในวงกว้าง บุคลากรทางการแพทย์ 81% มีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีภายในองค์กร แต่ 39% ยังมองว่าเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาไม่ตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขา นอกจากนี้ 71% กังวลเกี่ยวกับความรับผิดทางกฎหมายจากการใช้ AI และ 66% กังวลเกี่ยวกับข้อมูลที่ไม่เป็นกลางในระบบที่ใช้ AI ซึ่งอาจส่งผลให้การรักษาและผลลัพธ์ไม่ถูกต้อง ด้านผู้ป่วย 75% ยอมรับการใช้เทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นหากสามารถช่วยขยายโอกาสในการเข้าถึงระบบสาธารณสุข แต่กว่าครึ่ง (51%) กังวลเกี่ยวกับการลดเวลาในการปรึกษาแพทย์แบบตัวต่อตัว และ 54% กังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูล</p>



<p>นายแจสเปอร์กล่าวสรุปว่า &#8220;สิ่งสำคัญ คือ การสร้างความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI ให้กับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย ซึ่งจะช่วยให้มีการนำเทคโนโลยีไปใช้ในวงกว้างและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ความร่วมมือของทุกฝ่ายในวงการเฮลท์แคร์เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นและลดความกังวลในการใช้เทคโนโลยี AI และขับเคลื่อนการบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับระบบสาธารณสุขในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างรับผิดชอบและครอบคลุม&#8221;</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/news/279157">ฟิลิปส์ เผยผลสำรวจชี้ระบบสาธารณสุขเอเชียแปซิฟิกเผชิญความล่าช้า แนะเร่งใช้ AI</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โควิด-19 กลับมาแพร่ระบาด สธ. แนะกลุ่มเสี่ยงฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกัน</title>
		<link>https://brickinfotv.com/news/275283</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Brickinfo News Agency]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 21 May 2025 14:51:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[สาธารณสุข]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[WHO]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุข]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุขกัมพูชา]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่ม 608]]></category>
		<category><![CDATA[กัมพูชา]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ยุค ซัมบัธ]]></category>
		<category><![CDATA[วัคซีนโควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[สายพันธุ์ JN.1]]></category>
		<category><![CDATA[สายพันธุ์ XEC]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การอนามัยโลก]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://brickinfotv.com/?p=275283</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำนักข่าวบริคอินโฟ &#8211; สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/news/275283">โควิด-19 กลับมาแพร่ระบาด สธ. แนะกลุ่มเสี่ยงฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกัน</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>สำนักข่าวบริคอินโฟ &#8211;</strong> สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส <strong>โควิด-19</strong> (<strong>COVID-19</strong>) กลับมาเป็นที่น่ากังวลอีกครั้งในหลายประเทศแถบเอเชีย รวมถึงประเทศไทย โดยพบจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ <strong>กระทรวงสาธารณสุข</strong> ได้ออกมาเตือนให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงเข้ารับ <strong>วัคซีนโควิด-19</strong> เข็มกระตุ้น เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและลดความรุนแรงของโรค</p>



<p>ข้อมูลจาก <strong>กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย</strong> ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ป่วย <strong>โควิด-19</strong> สะสม 108,891 ราย และมีผู้เสียชีวิต 27 ราย โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดและเสียชีวิตส่วนใหญ่คือ <strong>กลุ่ม 608</strong> ซึ่งเป็นผู้สูงอายุถึง 80% รวมถึงกลุ่มเด็กเล็ก นอกจากนี้ ยังพบการระบาดของ <strong>โควิด-19 สายพันธุ์ XEC</strong> ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่แตกย่อยมาจาก <strong>โอมิครอน</strong> แม้จะมีอาการไม่รุนแรง แต่สามารถแพร่เชื้อได้อย่างรวดเร็ว ทำให้กลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางมีความเสี่ยงสูง</p>



<p>การเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยยังคงพบผู้ป่วย <strong>โควิด-19</strong> อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสัมพันธ์กับกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มของผู้คนจำนวนมาก และปัจจัยด้านฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีแนวโน้มพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น <strong>กระทรวงสาธารณสุข</strong> ยังคงเน้นย้ำให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัด ล้างมือบ่อย ๆ และหากมีอาการป่วยควรรีบพบแพทย์ ที่สำคัญคือต้องป้องกันตนเองและระมัดระวังไม่นำเชื้อไปสู่ <strong>กลุ่ม 608</strong></p>



<p>ในส่วนของประเทศกัมพูชา <strong>กระทรวงสาธารณสุขกัมพูชา</strong> รายงานการตรวจพบผู้ป่วย <strong>โควิด-19</strong> รายใหม่เพียง 6 ราย เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และยังไม่มีรายงานผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มเติมหลังจากนั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลกัมพูชาให้ความสำคัญกับการรณรงค์และให้บริการ <strong>วัคซีนโควิด-19</strong> เข็มกระตุ้นแก่ประชาชนอายุ 12 ปีขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด <strong>กระทรวงสาธารณสุขกัมพูชา</strong> ได้ออกคำเตือนสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป ให้เข้ารับ <strong>วัคซีนป้องกันโควิด-19</strong> อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากที่มีการตรวจพบ <strong>โควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ JN.1</strong> ในชุมชนต่างๆ</p>



<p>นางสาว ยุค ซัมบัธ (Ms. Youk Sambath) รัฐมนตรีว่าการ <strong>กระทรวงสาธารณสุขกัมพูชา</strong> กล่าวว่า “<strong>กระทรวงสาธารณสุข</strong> ขอเชิญชวนให้ประชาชนเข้ารับวัคซีนเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันการแพร่ระบาดของ <strong>โควิด-19</strong> ในชุมชน เนื่องจากจำนวนผู้ป่วย <strong>โควิด-19 สายพันธุ์ JN.1</strong> มีจำนวนเพิ่มขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านและในกัมพูชาเอง จึงขอร้องให้ประชาชนเข้ารับวัคซีนตามคำแนะนำจากกระทรวงฯ และปฏิบัติตามคำแนะนำของ <strong>องค์การอนามัยโลก</strong> (<strong>WHO</strong>) ซึ่ง <strong>กระทรวงสาธารณสุขกัมพูชา</strong> ให้ความสำคัญกับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปเป็นอันดับแรก เนื่องจากเด็กเหล่านี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการไปโรงเรียนหรือการเข้าร่วมกิจกรรมในที่ชุมชนบ่อยครั้ง จึงขอเชิญชวนผู้ปกครองพาบุตรหลานเข้ารับวัคซีน โดยผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนต้องฉีดให้ครบ ส่วนผู้ที่ฉีดไปแล้ว 1-2 เข็ม ควรฉีดวัคซีนกระตุ้นด้วย นอกจากนี้ บุคคลที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วยังควรได้รับวัคซีนเพิ่มเติม โดย <strong>องค์การอนามัยโลก</strong> (<strong>WHO</strong>) ยังคงยืนยันว่าการฉีดวัคซีนยังคงป้องกันอาการร้ายแรงของเชื้อไวรัส <strong>สายพันธุ์ JN.1</strong> ได้”</p>



<p>การกลับมาแพร่ระบาดของ <strong>โควิด-19</strong> และการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อในหลายประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าการระบาดยังไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะเมื่อประชาชนละเลยและลดการป้องกันตนเองลง ไวรัสก็สามารถแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น <strong>กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย</strong> จึงยังคงเน้นย้ำมาตรการป้องกัน ทั้งการสวมหน้ากากอนามัยในที่แออัด การล้างมือบ่อย ๆ การสังเกตอาการตนเอง และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิด <strong>กลุ่ม 608</strong> หากมีอาการเสี่ยง พร้อมทั้งเดินหน้ารณรงค์ให้ประชาชนไทยเข้ารับ <strong>วัคซีนโควิด-19</strong> เข็มกระตุ้นอย่างทั่วถึง เพื่อควบคุมการระบาดไม่ให้ลุกลามในวงกว้าง</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p><strong>อ้างอิง</strong><strong>:</strong></p>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>มติชน ออนไลน์</strong><strong>:</strong></li>
</ol>



<p><a href="https://www.matichon.co.th/politics/news_5190954">https://www.matichon.co.th/politics/news_5190954</a></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>กรมควบคุมโรค</strong><strong>:</strong></li>
</ul>



<p><a href="https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=52560&amp;deptcode=brc&amp;news_views=2608#:~:text=%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%20(8%20%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1%202568,20%20%2D%2029%20%E0%B8%9B%E0%B8%B5%20%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A">https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=52560&amp;deptcode=brc&amp;news_views=2608#:~:text=%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%20(8%20%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1%202568,20%20%2D%2029%20%E0%B8%9B%E0%B8%B5%20%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A</a></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>www.khmertimeskh.com:</strong></li>
</ul>



<p><a href="https://www.khmertimeskh.com/501686331/moh-urges-booster-jabs-to-strengthen-community-immunity/?fbclid=IwQ0xDSwKYv5FleHRuA2FlbQIxMQABHqzr43ImdhoxnVR1f1OCUs_kj9pFORtbrA9EKOxgU8ByWy_L9UlVVDITHHFk_aem_Ot75JfFjct2ax2jkkN1r5Q">https://www.khmertimeskh.com/501686331/moh-urges-booster-jabs-to-strengthen-community-immunity/?fbclid=IwQ0xDSwKYv5FleHRuA2FlbQIxMQABHqzr43ImdhoxnVR1f1OCUs_kj9pFORtbrA9EKOxgU8ByWy_L9UlVVDITHHFk_aem_Ot75JfFjct2ax2jkkN1r5Q</a></p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/news/275283">โควิด-19 กลับมาแพร่ระบาด สธ. แนะกลุ่มเสี่ยงฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกัน</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
