<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ต๋าถามป๋าตอบ ข่าวล่าสุด | Brickinfo News Agency</title>
	<atom:link href="https://brickinfotv.com/category/brickinfo-podcast/ta-ask-dad-answer/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://brickinfotv.com/category/brickinfo-podcast/ta-ask-dad-answer</link>
	<description>ข่าวสาร สาระ ความรู้ และความบันเทิง</description>
	<lastBuildDate>Fri, 13 Aug 2021 09:44:53 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.1</generator>

<image>
	<url>https://brickinfotv.com/wp-content/uploads/2019/07/cropped-06-Favicon-Brick-100x100.png</url>
	<title>ต๋าถามป๋าตอบ ข่าวล่าสุด | Brickinfo News Agency</title>
	<link>https://brickinfotv.com/category/brickinfo-podcast/ta-ask-dad-answer</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>สังคมการทำงาน-ชีวิตที่เปลี่ยนไป หลังจบการศึกษา &#124; Brickinfo Podcast: ต๋าถามป๋าตอบ EP.03</title>
		<link>https://brickinfotv.com/brickinfo-podcast/116231</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Brickinfo]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 14 Aug 2021 01:30:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Podcast]]></category>
		<category><![CDATA[ต๋าถามป๋าตอบ]]></category>
		<category><![CDATA[ทำงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://brickinfotv.com/?p=116231</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตอนที่เราจบการศึกษามักจะมีการฉลองในความสำเร็จของชีวิต เ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/brickinfo-podcast/116231">สังคมการทำงาน-ชีวิตที่เปลี่ยนไป หลังจบการศึกษา | Brickinfo Podcast: ต๋าถามป๋าตอบ EP.03</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ตอนที่เราจบการศึกษามักจะมีการฉลองในความสำเร็จของชีวิต เราชอบทำเหมือนนิยายที่จบอย่างมีความสุข หรือ Happy Ending แต่ในโลกของความจริงแล้วมันเป็นการเปลี่ยนผ่านจากจุดหนึ่งและเริ่มต้นใหม่อีกจุดหนึ่ง ซึ่งมันจะเริ่มยากขึ้นในทุกจุดที่เริ่มใหม่ เพราะมันเป็นสิ่งใหม่ที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อนจะต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่สักระยะถึงจะคุ้นเคยกับมันและดำเนินต่อไปได้</p>



<p class="has-text-align-center">รับชมบนยูทูบ <a href="https://www.youtube.com/watch?v=0P1BTzsOja0&amp;ab_channel=Brickinfo"><strong><span style="text-decoration: underline;">กดที่นี่</span></strong></a></p>



<ul class="wp-block-list"><li>ฟัง : <strong><a href="https://brickinfotv.com/brickinfo-podcast/112158/"><span style="text-decoration: underline;">เด็กจบใหม่ เริ่มต้นชีวิตการทำงาน อย่างไร ? | Brickinfo Podcast: ต๋าถามป๋าตอบ EP.01</span></a></strong></li></ul>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="สังคมการทำงาน-ชีวิตที่เปลี่ยนไป หลังจบการศึกษา | ต๋าถามป๋าตอบ EP.03 | Brickinfo Podcast From Home" width="740" height="416" src="https://www.youtube.com/embed/0P1BTzsOja0?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>ชีวิตการทำงานก็เหมือนกัน พอเราได้งานทำสังคมเราก็เริ่มเปลี่ยน หลายๆ คนปรับตัวไม่ได้และทุกข์ทรมานกับมันแล้วก็ร้องโหยหาชีวิตแบบเดิมที่เคยเป็นตอนที่เรียน มักจะมีคนบอกเสมอว่า ชีวิตที่ดีที่สุดก็คือ ตอนที่เราเป็นนักเรียน นักศึกษานี่แหละ เพราะมีอิสระ ไม่ต้องรับผิดชอบมากมาย</p>



<p>ตอนนี้เราจะมาเล่าถึงชีวิตและสังคมการทำงานว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง</p>



<p>โดยปรกติของคนจบใหม่ก็จะได้ตำแหน่งเล็กๆ ก่อน พอพรรษาแก่กล้าก็จะได้เลื่อนขั้นขึ้นไปเรื่อยๆ ตามแต่ความสามารถของเรา สิ่งที่จะเปลี่ยนไปก็คือ</p>



<p><strong>เวลาในแต่ละวัน</strong> ในตอนที่เราเรียนเราจะมีตารางเรียนซึ่งต่อเนื่องบ้าง ไม่ต่อเนื่องบ้าง เรามีอิสระที่จะไปไหนมาไหนตอนที่เราว่าง หรืออาจโดดเรียนก็ได้ถ้าขี้เกียจ ความตรงต่อเวลาของเรามักจะยืดหยุ่นจนหย่อนยาน ทำให้เราไม่ค่อยเห็นความสำคัญของเวลาสักเท่าไร เมื่อเรามาทำงานหากเรายังเอานิสัยไม่ค่อยรักษาเวลาของเรามาใช้อยู่ นั่นหมายถึงชีวิตการงานเราก็จะหย่อนยานและไม่เจริญก้าวหน้า</p>



<p><strong>การรักษาเวลา</strong> เราจะต้องรักษาเวลาของเราเป็นอย่างดี เวลาที่เราต้องรักษามีอยู่ 2 อย่าง</p>



<ol class="wp-block-list" type="1"><li>เ<em>วลาของชั่วโมงการทำงาน</em> เวลาของการทำงานปรกติก็คือ 8 ชั่วโมง ซึ่งบางที่ทำงาน 8.00-17.00 หรือ 9.00-18.00 บ้างต่างกันไป นั่นหมายถึงถ้าคุณอยู่ที่ทำงานแล้วคุณจะไปไหนไม่ได้ใน 8 ชั่วโมงนี้ เบื่อก็ต้องทำงาน เซ็งก็ต้องทำงาน ไม่สามารถไปดูหนัง ไปเดินเล่นเหมือนที่เคยทำได้ เพราะบริษัทเขาจ้างคุณเป็นชั่วโมงหรือถ้าจะคำณวนให้ละเอียดก็เป็นนาที และเวลาเข้างานหรือเลิกงานก็แน่นอน อิสระในเรื่องเวลาของคุณจะน้อยลงไปอย่างมากเพราะกรอบเวลาเป็นตัวกำหนด ดังนั้นเวลาที่คุณทำธุระต่างๆ ของคุณก็จะต้องได้รับอนุญาตจากหัวหน้าของคุณ มันบอกว่าเวลาส่วนหนึ่งไม่ได้เป็นของเราแล้ว</li><li>เวลาเป้าหมาย หมายถึงเมื่อเราได้รับมอบหมายให้ทำงานสักอย่างมักจะถูกกำหนดด้วยว่าจะต้องเสร็จเมื่อไร ดังนั้นเราควรจะทำให้ได้ตามเวลาที่ถูกกำหนดเอาไว้ด้วย หากเราผัดผ่อนไปเรื่อยๆ แต่คนอื่นสามารถทำได้ นั่นก็จะบ่งบอกว่าเราไม่สามารถทำงานได้เท่าคนอื่น เราควรหัดที่จะทำงานตามข้อแม้ที่มีไม่ใช่กำหนดข้อแม้ที่จะทำงาน ตัวอย่างก็คือ เราได้รับมอบหมายให้ทำงานชิ้นหนึ่งในวีนพรุ่งนี้และจะต้องเสร็จภายใน 2 วัน ส่วนใหญ่ที่มักพบอยู่เสมอก็คือ เราจะต่อรองว่าขอไปเริ่มทำอาทิตย์หน้าและขอเวลา 5 วันจะได้ไหมเพราะยังติดโน้นติดนี่อยู่ อาจจะทำได้ในบางครั้งถ้ามีเหตุผลเพียงพอแต่จะไม่ได้ทุกครั้งอย่างแน่นอน และหากเราต่อรองทุกครั้งที่ได้รับมอบหมายต่อไปเราก็จะไม่ได้รับมอบหมายอีก นั่นก็หมายถึงเราตัดอนาคตเราให้สั้นลงไปด้วย</li></ol>



<p><strong>ความรับผิดชอบ</strong> ในทุกตำแหน่งงานมีความรับผิดชอบในตัวของมันเอง มากบ้าง น้อยบ้างตามความสำคัญของตำแหน่ง จากเดิมที่เราเคยรับผิดชอบแบบครึ่งๆ กลางๆ เมื่อสมัยเรียนก็กลายเป็นว่า เราได้รับมอบหมายอะไรเราก็ต้องทำตามนั้น ถ้าตำแหน่งเล็กๆ ก็พอจะยืดหยุ่นได้บ้างแต่หากเราละเลยจนเกินไปมันก็จะกลายไปเป็นประวัติที่ไม่ค่อยจะดีนัก แล้วก็จะไปส่งผลกับเงินเดือนและอนาคตของเรา การที่เราแสดงให้เห็นว่าเรามีความรับผิดชอบดีก็จะส่งผลให้เกิดความไว้วางใจและได้เพิ่มความรับผิดชอบ ซึ่งนั่นก็หมายถึงหน้าที่การงานของเราก็จะดีขึ้นตามไปด้วยแต่เราจะต้องอดทนเพราะไม่ได้มีแค่เราคนเดียวในบริษัท ส่วนใหญ่ที่เจอมาคือ กลัวที่จะต้องรับผิดชอบและคิดว่า ยิ่งรับผิดชอบมากยิ่งผิดมากและมีงานมากตามไปด้วย และมักจะนำไปเปรียบเทียบกับคนรอบข้างแล้วก็มาสรุปว่า ทำงานหนักแต่ได้เงินเดือนน้อย สู้ทำเท่าคนอื่นดีกว่าสบายกว่า ก็ไม่ผิดอะไรที่จะคิดแบบนั้นแต่ก็ต้องยอมรับในผลที่จะเกิดตามมาด้วย</p>



<p><strong>ความอดทน</strong> ตอนที่เราเรียนอยู่เราไม่ค่อยได้อดทนกับอะไรมากนัก มันต่างกับตอนทำงานมาก เราจะต้องอดทนกับงานยากๆ อดทนกับหัวหน้า อดทนกับเพื่อนร่วมงาน อดทนจากคนต่างหน่วยงาน อดทนกับผู้เกี่ยวข้องนอกบริษัท เช่น ลูกค้าหรือ Supplier ซึ่งมีร้อยพ่อพันแม่ ต่างนิสัย ต่างวิธี เยอะแยะไปหมด หากเรามีภูมิต้านทานต่ำหรือความอดทนน้อยเราก็จะทุกข์ทรมานกับเรื่องพวกนี้ในทุกๆ วัน ดังนั้นเราควรค่อยๆ ฝึกไป หนีไม่พ้นยังไงเราก็ต้องเจอแน่นอน</p>



<p><strong>อารมณ์และความรู้สึก</strong> เนื่องจากเราเป็นเด็กใหม่จึงค่อนข้างมีเปรียบตรงที่ส่วนใหญ่ผู้ร่วมงานจะเอ็นดูเราวึ่งก็มักจะให้ความรู้สึกที่ดีกับเราแต่พอผ่านไปได้สักเดือนสองเดือนความเป็นเด็กใหม่เริ่มจะหายไป ที่นี้ทุกคนก็จะทำตามสิ่งที่มันต้องเป็นแล้ว ก็จะเริ่มมีการใส่อารมณ์กับเรา ร้ายบ้าง ดีบ้าง ที่ดีเราก็คงไม่เท่าไรแต่ที่ร้ายนี่สิ จะทำให้เรารู้สึกแย่หรือบางที่ไปเจอผู้ร่วมงานร้ายๆ นิสัยแย่ๆ ก็อาจจะทำให้เราหมดความอดทนแล้วระเบิดออกไปก็ได้ หรือบางคนก็จะทนอดเอาไว้จนเก็บกดและไปหาทางระบายแบบผิดๆ มันจะไม่เหมือนกับตอนที่เราเรียนเพราะดีกรีความร้อนแรงมันไม่มากเท่าตอนทำงานและบางครั้งก็หลบเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นขอให้ค่อยๆ ทำความเข้าใจกับมันและหัดเรียนรู้ที่จะรับมือกับมัน การลาออกไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ใช้ได้ทุกครั้งเพราะในบางคั้งก็แค่เปลี่ยนที่ๆ จะเกิดเรื่องเท่านั้น</p>



<p><strong>ความขยัน</strong> ตอนเรียนเราสามารถที่จะขยันบ้าง ขี้เกียจบ้าง ได้ตามใจชอบแต่ตอนทำงานแล้วมันต่างออกไปมาก ถามว่า ทำแบบเดิมได้ไหม ก็ขอบอกว่าได้แต่ชีวิตก็จะเจริญช้าเพราะปุ๋ยไม่ดี ความขยันมีข้อดีคือ มันทำให้เราไม่หยุดอยู่กับที่ เคลื่นที่ไปข้างหน้าเรื่อยๆ ช้าบ้าง เร็วบ้างตามแรงขยัน แต่ข้อเสียของมันคือ เหนื่อยกว่าคนอื่นถ้าเราเอามาเปรียบเทียบโดยไม่จำเป็น เราควรขยันในการทำงาน ขยันในการเพิ่มพูนความรู้ เพราะสิ่งเหล่านี้จะติดตัวเราไปตลอดชีวิตโดยไม่มีใครมาแย่งเอาไปจากเราได้และมันก็จะส่งผลดีกับเราไปตลอด</p>



<p><strong>ความไฝ่รู้</strong> เมื่อสมัยที่เราเรียนครูบาอาจารย์จะนำความรู้มาใส่ให้เรา และให้การบ้านเราเพื่อฝึกทักษะและให้หาความรู้เพิ่ม เช่น เรียนเลขมาว่า หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง เขาจะทำให้เราเข้าใจวิธีในการบวกเลขว่าทำอย่างไร และให้การบ้านเราอีก 10 ข้อ เพื่อให้ไปหัดบวกเลขให้ชำนาญเวลาเจอโจทย์อื่นจะได้ทำได้ หรือให้การบ้านเป็นโครงงานให้เราไปทำเพื่อที่จะให้เราไปค้นคว้ามาเพิ่มแล้วก็ให้คะแนนตามสิ่งที่เราไปค้นคว้ามา ตอนทำงานก็มีอะไรแบบนั้นเหมือนกันเราเรียกมันว่า การฝึกอบรม นั่นคือการส่งเราให้ไปเรียนรู้เพิ่มเติม แต่ส่วนใหญ่ที่เจอมาคือ มองว่ามันเป็นภาระเพราะคิดว่าเมื่อไปอบรมมาก็จะมีงานเพิ่ม ภาระเพิ่ม สู้ไม่รู้จะดีกว่า มันก็จริงที่เขาส่งเราไปอบรมก็เพื่อจะให้งานเราเพิ่มแต่อย่างที่เคยเล่าเอาไว้ว่า ถ้าเรามีวิธีคิดและทัศนคติที่ดีเราก็จะคิกไปอีกแบบหนึ่ง เราจะมองว่าเขาเริ่มเสนอโอกาสให้เราเก่งขึ้นเพื่อเตรียมเอาไว้พิจารณาเวลาที่เขาจะมีการปรับเปลี่ยน เราควรคิดว่า ทำไม่เราถึงได้โอกาสในการไปอบรมนี้แทนที่จะเป็นเพื่อนเราก็เพราะเขาเห็นว่าเรามีคุณสมบัติบางอย่างที่คนอื่นไม่มีมากกว่าที่จะคิดว่า เขาจะใช้เราหนักกว่าคนอื่น</p>



<p>อีกเรื่องที่เห็นเป็นประจำก็คือ เรามักจะมีนิสัยเรียนไปเพื่อสอบ เวลาที่เราส่งไปอบรมบางคนก็ตั้งใจเอามากๆ แล้วก็รู้ทุกอย่างที่อบรมมา ทำคะแนนการทดสอบได้ดีเยี่ยม แต่พอให้มาลองเอาที่ไปอบรมมาปรับเข้ากับการทำงานก็ไม่สามารถทำได้เพราะโจทย์ไม่เหมือนกับที่อบรมมา เช่น ตอนอบรมเขาก็จะยกตัวอย่างที่เหมาะสมเพื่อจะให้ผู้อบรมเข้าใจตรงกับเนื้อหาที่อบรม แต่ไม่เหมือนกับที่บริษัทของเรา พอเอาเข้าจริงเราก็ไม่สามารถประยุกต์มาใช้งานได้ เพราะเราติดนิสัยการท่องเพื่อจะให้สอบได้มาจากสถานศึกษา ซึ่งของนี้คือ ข้อด้อยของระบบการศึกษาของเราที่พบบ่อยมาก เราไม่สามารถประยุกต์สิ่งที่เรียนมาใช้ได้เลย เพราะเราพยายามที่จะตอบให้ตรงกับข้อสอบที่อาจารย์บอกไว้แล้วได้คะแนนสูง ใครจำได้มากกว่าก็ได้คะแนนมากกว่า แต่ในชีวิตจริงแล้วเรื่องๆ หนึ่งอาจไม่ได้มีคำตอบเพียงคำตอบเดียว หรือมีวิธีการเพียงแค่วิธีเดียว จะต้องอาศัยการพลิกแพลงจากองค์ประกอบต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน นี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เสียงบประมาณไปมากมายกับการอบรมแต่ไม่เกิดผลมากนัก</p>



<p>งานในปัจจุบันมีความน่ากลัวตรงที่หลายๆ งานนั้นเทคโนโลยีได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงมันอย่างรวดเร็วหรือจะเรียกว่า Disruption มันทำให้งานๆ นั้นหายไปจากมือมนุษย์ได้ในทันที นั่นก็แปลว่า หน้าที่การงานที่เราทำอยู่อาจจะหายไปในวันนี้พรุ่งนี้ก็ได้ หากเราตามไม่ทันหรือไม่มีความรู้ใหม่ๆ มีทฤษฎีหนึ่งบอกเอาไว้ว่า หากเรายังทำงานเดิมๆ ซ้ำๆ อยู่ภายในเวลา 5 ปีความรู้เราจะหายไปครึ่งหนึ่งเสมอ เช่น จากเดิมที่เราเคยทำได้ 10 อย่างพอเราทำงานซ้ำๆ เดิมแค่ 5 อย่างอีก 5 อย่างไม่ค่อยได้ทำ มันจะค่อยเลือนหายไปจากความทรงจำของเราและในที่สุดเราก็จะไม่สามารถทำมันได้</p>



<p><strong>ความละเอียดรอบคอบ</strong> จากเดิมที่เราไม่ค่อยใส่ใจกับความละเอียดรอบคอบมากนักเพราะตอนที่เราเรียนเพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ควรใส่ใจ และไม่มีผลด้านการเงิน เช่น การคีย์ตัวเลข 0 เกินไปหนึ่งตัว มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประจำจากตัวเลขนี้จากฝ่ายขายหรือฝ่ายจัดซื้อทำให้บริษัทเสียหายเป็นอย่างมาก เราไม่ใส่ใจที่จะตรวจทานเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ อาจทำให้บริษัทซื้อของเกินจากหมื่นชิ้นเป็นแสนชิ้น หรือผลิตของเกินจากแสนชิ้นเป็นล้านชิ้น เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในหลายๆ บริษัท ซึ่งเวลาที่มาเล่ากันก็มักจะบอกว่าเป็นเรื่อง ปัญญาอ่นที่จะเกิดขึ้นได้ยังไง แต่ความจริงมันเกิดขึ้นแล้วและประจำด้วย บางบริษัทก็ไล่ออกเลย บางบริษัทก็ให้เราต้องร่วมรับผิดชอบความเสียหายนั้นตามสัดส่วนที่เขาคำณวนออกมา เท่ากับว่าเราทำงานก็จะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้วยังจะต้องมามีหนี้เพิ่มอีกก้อนโดยไม่ได้อะไรคืนมาเลย เรื่องมันก็เกิดขึ้นง่ายๆ จากเรื่องปัญญาอ่นที่เราคิดว่าเป็นไปไม่ได้นี่แหละ</p>



<p>ดังนั้นเราควรหมั่นตรวจทานงานที่เราทำด้วยความรอบคอบอยู่เสมอเพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องที่เราไม่ควรต้องมารับผิดชอบโดยใช่เหตุ</p>



<p>ที่เล่ามาให้ฟังทั้งหมดไม่ได้จะลดทอนกำลังใจของคนจบใหม่แต่อย่างใด เพียงหวังจะเล่าให้ฟังถึงการเปลี่ยนแปลงของการเปลี่ยนผ่านจากนักศึกษามาเป็นคนทำงานว่า จะเป็นอย่างไรบ้างในชีวิตจริงเพราะอย่างไรก็หนีไม่พ้นที่จะต้องพบเจอกับเรื่องเหล่านี้อย่างแน่นอน อยากจะบอกว่า</p>



<p class="has-text-align-center"><strong>“ในโลกของความเป็นจริงโลกมันเป็นแบบที่มันเป็นอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่เป็นอย่างที่เราอยากให้เป็นหรือคิดว่ามันเป็น”</strong><br>ดังนั้น<br><strong>“จงเรียนรู้ที่จะรับมือกับมันและอยู่กับมันให้ได้ จะได้ไม่ทุกข์กับมันจนเกินเหตุ”</strong></p>



<p>สำหรับตอนหน้าจะมาเล่าให้ฟังว่า จะอยู่อย่างไรกับเพื่อนร่วมงาน</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/brickinfo-podcast/116231">สังคมการทำงาน-ชีวิตที่เปลี่ยนไป หลังจบการศึกษา | Brickinfo Podcast: ต๋าถามป๋าตอบ EP.03</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เด็กจบใหม่ ไปสมัครงานต้องทำตัวอย่างไร ? Podcast: ต๋าถามป๋าตอบ EP.02</title>
		<link>https://brickinfotv.com/brickinfo-podcast/112162</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Brickinfo]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 24 Jul 2021 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Podcast]]></category>
		<category><![CDATA[ต๋าถามป๋าตอบ]]></category>
		<category><![CDATA[สมัครงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://brickinfotv.com/?p=112162</guid>

					<description><![CDATA[<p>การจะได้งานทำหรือการทำให้คนสนใจที่จะจ้างเราต้องทำอย่างไ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/brickinfo-podcast/112162">เด็กจบใหม่ ไปสมัครงานต้องทำตัวอย่างไร ? Podcast: ต๋าถามป๋าตอบ EP.02</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>การจะได้งานทำหรือการทำให้คนสนใจที่จะจ้างเราต้องทำอย่างไร คำตอบง่ายๆ คือ ทำตัวเราให้น่าสนใจที่สุด ดังนั้นด่านแรกของเรื่องนี้ในการทำให้เราเป็นที่สนใจก็คือ ประวัติของเราที่เป็นตัวตนของเรามากที่สุด ด้วยการเขียนประวัติย่อของเราเองหรือที่เราเรียกมันว่า Resume หลายๆ ครั้งที่เคยถามคนที่สมัครงานว่า Resume มันคืออะไร แล้วแปลว่าอะไร มีไม่น้อยที่ตอบไม่ได้เพราะเรียกตามๆ กันมา ทำให้เป็นข้อสังเกตได้อย่างหนึ่งว่า ในหลายๆ อย่างของสิ่งที่นิยมทำตามๆ กันมาของบ้านเรามักจะไม่สนใจที่ไปที่มาของมันเพราะว่าคนส่วนใหญ่เขาทำกัน ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องโดยไม่มีข้อสงสัย นั่นแสดงว่า เราไม่พยายามรู้หรือเข้าใจในสิ่งที่เราทำ หากมองในแง่นี้แล้วก็ทำให้น่าคิดว่า ควรจะรับคนๆ นั้นเข้าทำงานดีไหม</p>



<ul class="wp-block-list"><li>ฟัง : <strong><span style="text-decoration: underline;"><a href="https://brickinfotv.com/brickinfo-podcast/112158" target="_blank" rel="noreferrer noopener">EP01 เด็กจบใหม่ เริ่มต้นชีวิตการทำงาน อย่างไร ?</a></span></strong></li></ul>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="เด็กจบใหม่ ไปสมัครงานต้องทำตัวอย่างไร ? | ต๋าถามป๋าตอบ EP.02 | Brickinfo Podcast From Home" width="740" height="416" src="https://www.youtube.com/embed/y_6zm7VQIFA?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>ว่ากันว่า Resume นี้ คนที่เขียนคนแรกของโลกก็คือ ศิลปินผู้โด่งดังของโลก ลีโอนาโด ดา วินชี เขาเขียนประวัติส่วนตัวของตัวเองส่งไปให้ ลุโดวิโค สฟอร์ซา เพื่อเสนอตัวเองทำงานให้หรือสมัครงานนั่นเอง สมัยนั้นศิลปินต่างๆ จะต้องมีคนอุปถัมป์เพื่อสร้างผลงาน เศรษฐีหรือผู้ครองเมืองต่างๆ จะต้องมีศิลปินอยู่ในความดูแลและสร้างผลงานให้กับผู้ว่าจ้างเพื่อไว้แข่งกันมีศิลปะไว้ในครอบครอง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Resume จึงกลายเป็นที่นิยมในการสมัครงาน ถ้านับความยาวนานก็ได้ประมาณ 500 กว่าปีแล้ว เนื่องจาก Resume ได้รับความนิยมจึงถูกปรับปรุงรูปแบบมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-rich is-provider-spotify wp-block-embed-spotify wp-embed-aspect-21-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="Spotify Embed: ต๋าถามป๋าตอบ EP.02 : เด็กจบใหม่ ไปสมัครงานต้องทำตัวอย่างไร ?" style="border-radius: 12px" width="100%" height="152" frameborder="0" allowfullscreen allow="autoplay; clipboard-write; encrypted-media; fullscreen; picture-in-picture" loading="lazy" src="https://open.spotify.com/embed/episode/2AmQ9lOQyK1oK4xPwya4ER?utm_source=oembed"></iframe>
</div></figure>



<h2 class="wp-block-heading">ปัจจุบัน Resume มีการเขียนอยู่ 3 แบบ คือ</h2>



<p><strong>แบบที่ 1 แบบเน้นประสบการณ์การทำงาน</strong> เหมาะสำหรับคนที่มีประสบการณ์การทำงานมามาก และจะเรียงลำดับการทำงานอย่างชัดเจน สิ่งที่นิยมคือ การเขียนจากปัจจุบันไปหาอดีต มักจะดีสำหรับคนที่จะขยับตำแหน่งงานใหม่ที่สูงกว่า</p>



<p><strong>แบบที่ 2 แบบเน้นทักษะและความสามารถ</strong> เหมาะสำหรับคนที่มีความสามารถสูงหรือเฉพาะด้านเพราะจะบรรยายเรื่องความสามารถเป็นหลัก และให้ประวัติการทำงานเป็นเรื่องรอง มักจะดีสำหรับคนที่ทำงานเฉพาะด้านและไม่เน้นประสบการณ์</p>



<p><strong>แบบที่ 3 แบบลูกผสม</strong> เหมาะสำหรับคนที่ต้องการให้เห็นถึงความเพียบพร้อมทั้งประสบการณ์และความสามารถ</p>



<p>สำหรับบ้านเราแล้ว Resume เพิ่งกลายมาเป็นที่นิยมในการสมัครงานได้ไม่ถึง 30 ปีจากการที่มีบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในบ้านเราประกอบกับเรามีนักเรียนนอกเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก</p>



<p>จะเห็นได้ว่ารูปแบบของการเขียน Resume ไม่เหมาะกับนักศึกษาจบงานใหม่เลยเพราะไม่มีทั้งประสบการณ์และความสามารถ ดังนั้นถ้าจะเขียน Resume มาตรฐานคงจะยากที่จะเป็นที่สนใจของบริษัทต่างๆ แต่ไม่ต้องถอดใจเพราะหากเรามองว่า มันคือการเล่าประวัติของนักศึกษาคนหนึ่งซึ่งมีความตั้งใจและความสามารถที่จะทำงาน ฝ่ายบุคคลก็ให้ความสนใจได้</p>



<p>ก่อนเขียน Resume ให้เราทำความเข้าใจกับตัวตนของเราให้ชัดเจนเสียก่อนเพราะไม่มีใครรู้จักรเราดีเท่าตัวเราเอง ลองเรียงลำดับชีวิตของเราดูตั้งแต่ประถม มัธยม และอุดมศึกษาดู ว่าเราเรียนที่ไหน ได้คะแนนเท่าไร ตอนเราเรียนเคยมีกิจกรรมอะไรที่เชิดหน้าชูตาเราบ้าง ความสามารถในด้านต่างๆ ที่เรามี รวมไปถึงประสบการณ์การทำงานหรือการฝึกงานของเรา เขียนออกมาให้หมด ไม่ว่าจะเขียนเป็นข้อๆ หรือเขียนเรียงความก็ตาม เพื่อทบทวนตัวเองและทำความเข้าใจตัวเอง</p>



<p>จากนั้นเราก็ค่อยๆ กรองด้วยตัวเราเองก่อน ให้นึกไว้ว่า เราอยากจะเล่าส่วนที่ดีและน่าสนใจที่สุดของเราให้คนอื่นอ่าน จากนั้นค่อยๆ เรียบเรียงลำดับสิ่งที่จะเล่า</p>



<ul class="wp-block-list"><li>เราเป็นใคร ชื่อ ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด สถานที่ติดต่อและเบอร์โทรศัพท์</li><li>ประวัติการศึกษา</li><li>ประวัติการทำงานหรือฝึกงาน</li><li>ความสามารถหรือความสนใจที่เรามี</li><li>บางสาขางานจะต้องแนบผลงานที่เคยทำ เช่น งานออกแบบต่างๆ</li></ul>



<p>เราเป็นเด็กจบใหม่สิ่งที่เราเล่ามักจะเอาทุกสิ่งอย่างที่เราคิดว่าดีไปนำเสนอ แต่หลายครั้งกลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่น่าสนใจเลยสำหรับผู้คัดเลือก ดังนั้นเราควรจะเอาสิ่งที่เราจะนำเสนอไปให้อาจารย์บ้าง คนที่เรารู้จักที่ทำงานแล้วบ้าง หรือหากมีคนที่ทำงานด้านบุคคลด้วยจะยิ่งดี จากนั้นก็เอามาปรับเปลี่ยนดู</p>



<p>การนำเสนอควรจะเรียงลำดับอย่างดีไม่ว่าจะเป็นอดีตมาหาปัจจุบันหรือปัจจุบันย้อนไปอดีตก็ตาม อย่ากระโดดไปกระโดดมา ประวัติการศึกษาเขาจะไม่ค่อยเน้นระดับประถมและมัธยมเท่าไร แต่ส่วนใหญ่เขาเน้นที่ระดับอุดมศึกษาเพราะเป็นอะไรที่ใกล้ปัจจุบันที่สุด</p>



<p>รูปแบบควรจะเรียบง่าย เป็นระเบียบ เป็นหมวดหมู่ที่ชัดเจน ไม่ต้องใส่ลูกเล่นลงไปเพราะจะทำให้ดูเป็นเด็กเกินไป เช่น Emojo กราฟพลังความเก่งหรือการตูนน่ารักๆ</p>



<p>รูปถ่ายประกอบ ขอให้เป็นทางการไม่ใช่รูปถ่ายเล่นหรือรูปเซลฟี่ที่แสดงอริยาบทที่คิดว่าตัวเองสวยหรือหล่อที่สุด เพราะจะทำให้ผู้คัดเลือกพร้อมที่จะคัดออก</p>



<p>สำหรับในบางบริษัท หากเรามีโซเชียลที่ความคิดทางการเมืองรุนแรงหรือเลือกข้างอย่างชัดเจน หรือชอบระบายอารมณ์ทางโซเชียลซึ่งถึงแม้จะเป็นเรื่องส่วนตัวก็ตามก็อาจถูกเอามาร่วมในการพิจารณา อันนี้ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากทำใจ</p>



<p>จากที่เคยเล่าไปแล้วว่า เราควรจะรู้จักตำแหน่งที่เราจะสมัครและบริษัทที่เราจะไปสมัคร ดังนั้น Resume ของเราควรจะตรงประเดนกับตำแหน่งงานนั้นด้วย เพราะเราไม่ได้สมัครงานคนเดียว</p>



<p>ถ้า Resume ของเราผ่านเป็นที่น่าสนใจของบริษัท เขาก็จะนัดเราเข้าไปสอบสัมภาษณ์ นี่เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งเราเองก็จะต้องเตรียมตัวให้ดีก่อนที่จะไปให้เขาสัมภาษณ์</p>



<h2 class="wp-block-heading">การเตรียมตัวเพื่อไปสอบสัมภาษณ์</h2>



<p><strong>การแต่งตัว</strong> เราควรจะแต่งตัวให้สุภาพเข้าไว้เพราะ เรื่องนี้ค่อนข้างเป็นทางการเอามากๆ ให้นึกไว้เสมอว่า เราต้องให้เกียรติตัวเอง ให้เกียรติสถานที่และให้เกียรติผู้สัมภาษณ์ สิ่งแรกที่เราจะทำได้ก็คือการแต่งตัวนี่แหละ หากเป็นผู้หญิงก็ควรใส่เครื่องประดับแต่พองามไม่ต้องใส่ไปเยอะเพราะเราไม่ได้ไปประกวดประชันกับใคร</p>



<p><strong>เอกสารสมัครงาน</strong> คือ Resume รูปถ่าย สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน (เผื่อเอาไว้) เอกสารการศึกษา ทั้งหมดนี้เซ็นรับรองสำเนาให้เรียบร้อยเพราะเราจะต้องทิ้งเอาไว้ และบางสาขาวิชาก็ต้องมีผลงานหรือตัวอย่างผลงานไปประกอบด้วย อันนี้เราเอากลับได้ และหากเรามีประกวดได้รางวัลต่างๆ ที่เกี่ยวกับสายงานอาชีพเราก็ทำสำเนาไปให้เขาดูด้วย หากเราสามารถรวบรวมเอกสารเป็นแฟ้มได้ก็จะดูดีมาก แต่ควรจะจัดเก็บให้เป็นระเบียบเป็นหมวดหมู่ ไม่ใช่พอไปถึงก็หาอะไรไม่เจอสักอย่างหรือกว่าจหาได้ก็เป็นนานสองนาน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะทำให้เห็นว่าเราเตรียมตัวมาเป็นอย่างดีและมีความกระตือรือล้นที่จะทำงาน อีกสิ่งที่จะต้องเตรียมไว้ก็คืออุปกรณ์เครื่องเขียน จำพวกปากกา ดินสอ เตรียมให้พร้อม เพราะอย่างไรก็ตามพอเราไปถึงบริษัทเราก็ต้องเขียนใบสมัครของแต่ละบริษัท ซึ่งถ้าเราได้เป็นพนักงาน ใบสมัครนี้จะกลายไปเป็นเอกสารประกอบประวัติการทำงานของเราที่เขาจะเก็บเอาไว้</p>



<p>บางบริษัทก็จะมีการสัมภาษณ์งานหลายครั้ง เช่น การสัมภาษณ์ครั้งแรกก็เพื่อจะให้ฝ่ายบุคคลเป็นคนกรองเบื้องต้นจากจำนวนผู้สมัครมากมาย พอเป็นที่สนใจเขาก็จะนัดเราให้กลับมาสัมภาษณ์อีกครั้ง คราวนี้จะเป็นผู้รับผิดชอบกับเราโดยตรง ซึ่งก็จะสัมภาษณ์แบบเจาะลึกเพิ่มขึ้นเพราะเขาต้องการคัดเลือกคนที่จะมาทำงานกับเขาโดยตรง</p>



<p><strong>ข้อมูลของบริษัท</strong> เราควรจะทำการบ้านโดยหาข้อมูลและทำความเข้าใจเกี่ยวกับบริษัทที่จะไปสมัครงานให้มากที่สุด สิ่งที่ควรจะทำก็คือ บริษัททำอะไร อุตสาหกรรมที่บริษัทนี้ทำเป็นยังไง พยายามเข้าใจว่าตำแหน่งที่เราจะไปสมัครเขาทำอะไร เช่น เราจะไปสมัครตำแหน่งพนักงานจัดซื้อที่ห้างสรรพชื่อดังแห่งหนึ่ง ก่อนอื่นก็ต้องเข้าใจว่าตำแหน่งที่จะไปทำก็คือ ตำแหน่งที่เขาจ้างเราไปใช้เงินของเขา ดังนั้นเราก็ต้องใช้เงินเขาให้ดีที่สุด ถ้ายังนึกไม่ออกก็ให้นึกว่า เวลาเราซื้อของเรายังเปรียบเทียบราคาจากร้านโน้นร้านนี้เพื่อหาร้านที่ราคาและเงื่อนไขดีที่สุด แล้วเราจะหาราคาเปรียบเทียบได้จากไหนบ้าง เป็นต้น การที่เราไม่ทำการบ้านเลยก็ได้เหมือนกันแต่พอไปสัมภาษณ์เราก็จะสมองกลวงๆ นึกอะไรไม่ออก ตอบคำถามก็ได้แค่เท่าที่เรารู้ จะถามกลับก็ไม่รู้จะถามอะไร ถ้าเขาเปรียบเทียบกับคนอื่นที่ทำการบ้านมามากกว่าเรา มันก็ทำให้ง่ายที่เขาจะตัดสินใจ</p>



<p><strong>ข้อมูลการเดินทาง</strong> จะได้รู้ว่าเราจะเดินทางอย่างไร ใช้เวลาเท่าไร จะได้ไปถึงตามเวลาที่นัดหมาย อย่างไรก็ตามเราควรไปให้ถึงก่อนเวลานัดหมายสักเล็กน้อยจะดูดีกว่า ในขณะเดียวกันเราก็จะได้รู้ด้วยว่า ถ้าเราได้งานที่นี่เราจะต้องเดินทางอย่างไรและใช้เวลาเท่าไร ลำบากมากไหม เพราะมันจะเป็นค่าใช้จ่ายประจำวันของเราด้วย หลายๆ ครั้งที่ได้งานแล้วมักจะลาออกเพราะเดินทางไม่ไหว เหนื่อยเกินไห หรือค่าใช้จ่ายสูงเกินไป</p>



<p><strong>เตรียมข้อมูลในการสัมภาษณ์</strong> โดยปรกติแล้วการสัมภาษณ์คนจบการศึกษาใหม่ จะถามคำถามที่เกี่ยวกับตัวเราและสิ่งที่นำเสนอใน Resume ที่เราทำนั่นแหละ ซึ่งเราจะตอบได้อยู่แล้วถ้าเราเขียนมันเองและไม่เขียนเกินจริงเกี่ยวกับตัวเรา เช่น ผลงานที่เรานำเสนอบางครั้งเราทำงานเป็นกลุ่ม เราแค่เป็นส่วนร่วมไม่ได้ทำอย่างจริงจังสักเท่าไรทำให้เราไม่รู้รายละเอียดของงานนั้น ให้รีบศึกษาและทบทวน ทำความเข้าใจอย่างรีบด่วน หรือข้อมูลเราคัดลอกจากอินเตอร์เน็ตแล้วเราไม่ได้เข้าใจมันจริงๆ บางครั้งแทบไม่ได้อ่านมันเลย รีบทำความเข้าใจกับมันได้เลย เรื่องที่มักจะตอบกันแบบติดๆ ขัดๆ ก็คือเรื่องที่เราเรียนมานั่นแหละโดยเฉพาะสาขาหลักที่เราจบมาและประสบการณ์การฝึกงานของเราว่าเราทำอะไรมาบ้าง&nbsp; บางบริษัทก็จะมีการทดสอบความสามารถเบื้องต้นด้วย เช่น ถ้าทำงานเกี่ยวกับเอกสารก็จะให้ทดสอบการพิมพ์เอกสารว่ามีความเร็วเท่าไร ความถูกต้องในการพิมพ์งาน การใช้ Excel เพื่อดูว่าเรามีความคล่องตัวขนาดไหน หรือถ้าทำงานด้านออกแบบก็อาจจะได้ทดลองออกแบบเพื่อดูว่าเราสามารถทำได้แค่ไหน ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้คล่องไหม สิ่งเหล่านี้ถ้าเรายังไม่ค่อยคล่องเท่าไรก็ฝึกฝนเตรียมตัวไว้สักหน่อยก็จะเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย</p>



<p><strong>เมื่อได้มีโอกาสไปสอบสัมภาษณ์</strong> เรามักจะตื่นเต้น ประหม่า และทำตัวไม่ถูก ให้หายใจลึกๆ ตั้งสติให้ดี สิ่งที่เราจะต้องทำคือ</p>



<p><strong>วางตัวให้ดี</strong> นั่งหลังตรง ใบหน้ายิ้ม ถ้าไม่รู้ว่าจะเอามือไปวางตรงไหนก็ให้วางไว้ที่ตัก เวลาพูดก็อย่าออกไม้ออกมือเหมือนนั่งคุยกับเพื่อน</p>



<p><strong>การตอบคำถาม</strong> ให้ฟังคำถามให้เข้าใจแล้วค่อยตอบไปตามความเป็นจริงและมั่นใจเกี่ยวกับ <em>ข้อมูลของตัวเรา</em> ห้ามโกหก ห้ามพูดเกินจริง ถ้าไม่เข้าใจในคำถามให้ซักถามจนเข้าใจแล้วค่อยตอบ เพราะมันจะบอกว่าเราเป็นคนที่พยายามทำความเข้าใจก่อนที่จะทำงาน หากเราตอบไปแบบไม่เข้าใจอาจจะทำให้ความหมายผิดไปเลยก็ได้ หากเป็น <em>คำถามที่เกี่ยวกับความรู้ที่เราเรียน</em> มา นึกให้ดีก่อนที่จะตอบ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตอบคำถามในทันทีที่ถามเสร็จ เรามีเวลาที่จะทำความเข้าใจกับคำถามก่อนแต่ก็ไม่ควรจะใช้เวลานานเกินไปเป็นนาทีเพราะจะเหมือนกับเราคิดช้า หากถามเกี่ยวกับ <em>ประสบการณ์ของเรา</em> เช่น การฝึกงาน การทำ Project หรือเรื่องอื่นๆ ที่เราเขียนถึงผลงานของเรา ให้คิดถึงว่ามีรายละเอียดอะไรบ้างที่เราทำตอนนั้นแล้วค่อยตอบไป เมื่อมีคำถามที่ <em>ทดสอบความคิดหรือทัศนคติของเรา</em> จะต้องชั่งงน้ำหนักให้ดี คิดก่อนที่จะตอบ เช่น ความรู้รอบตัว ความเห็นเกี่ยวกับอาชีพ เป็นต้น คำถามที่มักจะเจอเสมอคือ <em>ทำไมถึงอยากทำงานกับเรา?</em> ให้นึกให้ดีๆ อย่าอวยบริษัทจนเกินไป นึกถึงว่าเราจะได้ใช้ความรู้ที่เราเรียนมากับงานได้อย่างไร</p>



<p><strong>สิ่งที่ห้ามทำ</strong> ก็คือ การพูดเกินจริง การอวดฉลาด ตอบคำถามที่ไม่เข้าใจ และห้ามคิดไปเองแล้วตอบ</p>



<p><strong>สิ่งที่เราสามารถทำได้</strong> ถามเกี่ยวกับเนื้องานที่เราจะต้องทำ ถามเกี่ยวกับสวัสดิการต่างๆ แต่จะต้องตั้งคำถามแบบขอความรู้ ถามเพื่อให้เข้าใจในคำถามที่เราต้องตอบ ถามเพื่อทำความเข้าใจในสิ่งที่เราต้องทดสอบ</p>



<p><strong>การทดสอบเบื้องต้น</strong> จะค่อนข้างกดดันเพราะเขาจะจำกัดเวลามาให้เรา เช่น ให้ลองพิมพ์เอกสารหนึ่งหน้ากระดาษในเวลา 5 นาทีหรืออาจจะไม่จำกัดเวลาแต่จะจับเวลาแทน แล้วเขาก็จะคำนวนเวลาบวกกับความถูกต้องของเอกสารและให้คะแนน นั่นหมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดเวลาหรือจับเวลาก็ตาม เราจะต้องเผื่อเวลาเอาไว้สำหรับตรวจทานความถูกต้องของเราด้วย โดยทั่วไปแล้วเร็วแต่ผิดไม่มีความหมายอะไรเพราะจะต้องกลับมาแก้ความถูกต้องซึ่งก็คือการใช้เวลาเพิ่มขึ้นอยู่ดี การช้าเกินไปก็ไม่ดีเพราะกว่าจะได้ผลงานแต่ละชิ้นออกมาทำให้ไม่ทันคนอื่นเขา ถ้าช้าแล้วยังผิดอีกด้วยก็เก็บของกลับบ้านแล้วไปฝึกใหม่จะดีกว่า</p>



<p>ความสำคัญของการทดสอบงานเขาจะดูที่ ทักษะ ความรู้และความชำนานที่เรามี ดังนั้นมันจึงมีความสำคัญที่ระดับหนึ่งทีเดียว เราควรจะหมั่นฝึกซ้อมเอาไว้มากๆ เพราะตอนที่เรายังไม่มีงานทำเวลาเรามีเหลือเฟืออย่าเอาเวลาไปทำเรื่องที่ไม่ค่อยได้ประโยชน์นัก</p>



<p>เมื่อเรามั่นใจว่าเราทำดีที่สุดแล้วก็รอฟังผล ถ้าได้งานทำเขาก็จะนัดเวลาให้เรามาเริ่มงาน ดังนั้นเราจะต้องนึกให้ดีก่อนที่จะรับปากเขา ให้นึกว่า เรามีธุระ หรือเรื่องที่จะต้องไปสะสางให้เสร็จก่อนที่จะเริ่มงานให้ขอเจรจาต่อรองกับเขาไป แล้วทำให้ได้ตามนั้น</p>



<h2 class="wp-block-heading">ทำไมถึงต้องสะสางธุระของเราให้เสร็จ?</h2>



<p>ก็เพราะเมื่อเราเริ่มทำงานแต่ละบริษัทก็จะมีกฎเกณฑ์ของตัวเอง เช่น ในขณะฝึกงานจะต้องไม่มาสาย ไม่ลากิจมากเกินไป ไม่ขาดงานหรือไม่ป่วยเกินไป ในระยะเริ่มแรกนั้นการดูสถิติของเวลาในการทำงานเป็นเรื่องสำคัญมากและจะเป็นน้ำหนักที่จะพิจารณาว่าจะบรรจุเราเข้าเป็ฯพนักงานประจำหรือไม่</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/brickinfo-podcast/112162">เด็กจบใหม่ ไปสมัครงานต้องทำตัวอย่างไร ? Podcast: ต๋าถามป๋าตอบ EP.02</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เด็กจบใหม่ เริ่มต้นชีวิตการทำงาน อย่างไร ? &#124; Brickinfo Podcast: ต๋าถามป๋าตอบ EP.01</title>
		<link>https://brickinfotv.com/brickinfo-podcast/112158</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Brickinfo]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 10 Jul 2021 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Podcast]]></category>
		<category><![CDATA[ต๋าถามป๋าตอบ]]></category>
		<category><![CDATA[การทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กจบใหม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://brickinfotv.com/?p=112158</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงวันแรกหลังจบการศึกษาแล้วต้องก้าวสู่การทำงาน  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/brickinfo-podcast/112158">เด็กจบใหม่ เริ่มต้นชีวิตการทำงาน อย่างไร ? | Brickinfo Podcast: ต๋าถามป๋าตอบ EP.01</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เมื่อพูดถึงวันแรกหลังจบการศึกษาแล้วต้องก้าวสู่การทำงาน แน่นอนว่าหลายคนต้องสงสัยว่า เราควรจะเริ่มต้นชีวิตการทำงาน อย่างไร ? ติดตามได้ใน &#8220;ต๋าถามป๋าตอบ&#8221; ตอบข้อสงสับสไตล์ พ่อ-ลูกคุยกัน</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-rich is-provider-spotify wp-block-embed-spotify wp-embed-aspect-21-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="Spotify Embed: ต๋าถามป๋าตอบ EP.01 : เด็กจบใหม่ เริ่มต้นชีวิตการทำงาน อย่างไร ?" style="border-radius: 12px" width="100%" height="152" frameborder="0" allowfullscreen allow="autoplay; clipboard-write; encrypted-media; fullscreen; picture-in-picture" loading="lazy" src="https://open.spotify.com/embed/episode/4SEOQ0E7e6tU8CDGQ1nmI1?utm_source=oembed"></iframe>
</div></figure>



<p>ถ้าเราสังเกตให้ดี ชีวิตของคนเราจะมีการเปลี่ยนผ่านอย่างสม่ำเสมอประมาณทุกๆ 10-12 ปี เป็นแบบนี้</p>



<p><strong>ช่วงที่ 1 คือ อายุตั้งแต่ 7-12 ปี</strong> (10-12ปีแรก) เป็นช่วงเด็กน้อยกำลังเรียนรู้กฏระเบียบ กติกาต่างๆ ที่ผู้ใหญ่กำหนด เช่น การเข้าเรียนตามเกณฑ์ การปฏิบัติตัวตามกฎระเบียบที่พ่อแม่ผู้ปกครองกำหนดบ้าง โรงเรียนกำหนดบ้าง เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาของเด็กน้อยน่ารักของใครๆ</p>



<p><strong>ช่วงที่ 2 คือ อายุประมาณ 10-22 ปี</strong> เป็นช่วงที่เราเปลี่ยนผ่านจากเด็กไปเป็นวัยรุ่น ตอนนั้นเราจะเริ่มพุ่งพล่านมากเพราะ ฮอร์โมนกำลังมีการเปลี่ยนแปลง ในวัยนี้ส่วนใหญ่ผู้ใหญ่กับวัยรุ่นจะไม่ค่อยเข้าใจกันเพราะวิธีคิดและการกระทำของวัยรุ่นจะผิดแปลกไปจากเด็กน้อยน่ารัก นิสัยดีกลายไปเป็นวัยรุ่นก้าวร้าวบ้าง คิดแผลงๆ บ้าง ทำอะไรนอกลู่นอกรอย เป็นที่ขัดใจของผู้ใหญ่อย่างยิ่ง แต่สำหรับวัยรุ่นเองเป็นช่วงที่แสวงหาตัวตนและความเป็นตัวของตัวเอง ช่วงนี้ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยลงรอยกับผู้ใหญ่ที่บ้านเท่าไร</p>



<p><strong>ช่วงที่ 3 คือ อายุ 20-32 ปี</strong> เป็นช่วงที่เราจะเริ่มคิดว่า เราเปลี่ยนจากวัยรุ่นไปเป็นผู้ใหญ่ ฮอร์โมนทำงานน้อยลง เริ่มมีความนิ่งขึ้นกว่าตอนเป็นวัยรุ่น มีความรับผิดชอบกับชีวิตตัวเองมากขึ้นเพราะ ส่วนใหญ่ต้องเริ่มออกมาทำงาน รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ของชีวิตตัวเอง บางคนอาจจะต้องเริ่มเข้าไปช่วยค่าใช้จ่ายของครอบครัว เริ่มต้องวางรากฐานของชีวิต เริ่มมองหาการสร้างครอบครัว ไม่ว่าจะแต่งงานหรืออยู่เป็นโสดก็ตาม ถ้าคนสมัยนี้ก็เริ่มมองหาที่อยู่เป็นของตัวเอง เป็นวัยที่เริ่มสร้างภาระให้ตัวเอง ความเครียดเริ่มเปลี่ยนจากการคิดถึงตัวตนของตัวเองไปเป็นการอยู่รอดและสร้างความมั่นคง</p>



<p><strong>ช่วงที่ 4 คือ อายุ 30-42 ปี</strong> เป็นช่วงที่เริ่มเป็นผู้ใหญ่จริงๆ เพราะสะสมทั้งประสบการณ์ด้านต่างๆ ทั้งความสุข ความทุกข์ ความรัก การเงิน และอีกสารพัดเรื่อง เป็นช่วงที่เราพยายามที่จะสะสมเพื่อความมั่นคงของชีวิตอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงาน การลงทุน ชีวิตครอบครัว และเป็นวัยที่เริ่มได้รับผลของการกระทำจากช่วงที่ 3 เช่น ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน การสะสมทรัพย์สินเพื่อความมั่นคงต่างๆ บางคนก็อยู่ที่เดิม บางคนก็ก้าวหน้า</p>



<p><strong>ช่วงที่ 5 คือ อายุ 40-52 ปี</strong> เป็นช่วงตัดสินของชีวิตว่าจะไปต่อได้ดี ไปต่อแบบเรื่อยๆ หรือเริ่มร่วงโรย ช่วงนี้เป็นช่วงที่รับผลสะท้อนอย่างชัดเจนมากจากการทำตัวเองของช่วงที่ 3-4 ถ้าช่วงที่ 3-4 เราทำได้ดีพอช่วงที่ 5 เราก็จะพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วทั้งมั่นคงและมั่งคั่ง แต่ถ้าเราทำไม่ดีเอาไว้ในช่วงที่ 3 และช่วงที่ 4 ก็ไม่ปรับปรุงตัว ช่วงที่ 5 นี่แหละจะเป็นช่วงที่เราต้องใช้กรรมที่เราทำไว้อย่างแท้จริง</p>



<p><strong>ช่วงที่ 6 คือ อายุ 50-62 ปี</strong> เป็นช่วงปลายชีวิตการทำงานของคนส่วนใหญ่เพราะเข้าสู่วัยของการเกษียณอย่างเป็นทางการ วัยนี้เป็นวัยที่เราจะเก็บเกี่ยวผลที่เราสร้างเอาไว้จากช่วงต้นของชีวิต บางคนสร้างเอาไว้ดีก็มีผลให้เก็บเกี่ยวเยอะ บางคนสร้างไว้ปานกลางก็พอมีพอกิน บางคนสร้างเอาไว้ไม่ดีก็ไม่ค่อยมีจะกินจนถึงไม่มีกินเลยก็ว่าได้</p>



<p><strong>ช่วงที่ 7 คือ อายุ 60 ปีขึ้นไปจนตาย</strong> ช่วงนี้คือ ช่วงที่ชดใช้กรรมอย่างแท้จริง ใครทำอไรไว้ก็จะได้แบบนั้น ทั้งที่ดีและไม่ดี มาถึงช่วงนี้ส่วนใหญ่จะเริ่มมองหาจุดยึดเกาะเพื่อให้บั่นปลายชีวิตของตัวเองมีความสุขที่สุด</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="จบ ป.ตรีมาวันแรก ทำอะไรต่อ? สมัครงานตำแหน่งอะไรดี | ต๋าถามป๋าตอบ EP.01 | Brickinfo Podcast From Home" width="740" height="416" src="https://www.youtube.com/embed/cltoiXR6pUs?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>ทีนี้เรามาเข้าเรื่องว่า ชีวิตการทำงานเริ่มตรงไหนดี</p>



<p><strong>“เราควรเริ่มต้นที่วิธีคิดและทัศนคติที่เป็นบวก”</strong></p>



<p>คือ ถ้าเรามีแนวคิดที่ดีและทัศนคติที่ดีเราก็จะไปได้ดี</p>



<p>ถ้าเอาจริงๆ แล้วเราควรจะเริ่มจากตอนเรียนที่ผู้ใหญ่มักจะบอกให้ <em>“ตั้งใจเรียน”</em> คำนี้เราควรตีความว่า <em>“เรียนรู้”</em> ไม่ใช่เรียนเพื่อสอบได้เพราะการสอบได้ไม่ค่อยจะได้ผลที่ดีเท่าไรในชีวิตจริง แต่จากที่เล่ามาในช่วงชีวิตที่ 2 คือ การเป็นวัยรุ่นจะมีสักกี่คนกันที่จะมองเรื่องนี้ออกจึงขอข้ามขั้นนี้ไปเลย</p>



<p>เรามาเริ่มกันที่ว่า บางคนเรียนจบมาในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ ไม่มีความรู้ในสิ่งที่เรียนมา และได้งานที่ไม่ตรงกับที่เรียนมา</p>



<p>เราควรเริ่มถามตัวเองว่า</p>



<p><em>ใช่งานที่เราอยากทำรึเปล่า</em></p>



<p><em>ถ้าทำงานนี้ไปอีก 10 ปีข้างหน้าเราจะเป็นอะไร</em></p>



<p>ถ้าไม่ได้คำตอบ เราควรมองหางานใหม่ แต่ควรถามตัวเองให้ชัดๆ ว่า</p>



<p><em>เราอยากทำอะไร</em></p>



<p><em>สิ่งที่เราอยากทำ เรามีความรู้พอที่จะทำมันไหม</em></p>



<p>ถ้าตอบ 2 คำถามนี้ไม่ได้ ก็พยายามทำงานที่มีอยู่ให้ดีที่สุดแล้วหาคำตอบให้ได้ แล้วค่อยหางานใหม่ แต่ถ้ายังหาไม่เจอก็ให้มองว่า งานที่เราทำอยู่จะทำให้เราก้าวหน้าได้อย่างไรแล้วทำมันซะ</p>



<p>เวลาที่เราทำงานส่วนใหญ่ที่เคยเจอจะเป็นการทำไปวันๆ เพื่อให้มันผ่านไปเสมอ ขอเรียกมันว่า “การทำงานเพื่อรอพระอาทิตย์ตก” ที่เรียกอย่างนี้เพราะมี 2 ความหมาย</p>



<p><em>ความหมายแรก คือ ทำงานเพื่อให้ถึงเวลาพระอาทิตย์ตกจะได้กลับบ้าน ส่วนใหญ่จะหาความเจริญไม่ได้ เพราะความรู้ในงานของตัวเองก็ไม่ดี ทักษะในการทำงานก็ไม่พัฒนา</em></p>



<p><em>ความหมายที่ 2 คือ ทำงานไปเรื่อยๆ เพื่อบั้นนปลายของชีวิตจะได้ลำบากและอับแสงเหมือนตอนพระอาทิตย์ตกดิน</em></p>



<p>การทำงานไปวันๆ จะทำให้เกิด 2 แนวทาง คือ</p>



<p><em>แบบแรก แนวคิดและทัศนคติของเราคับแคบลงและมองโลกในแง่ลบ เพราะเมื่อไรที่มีคนแซงหน้าเราขึ้นไปเราจะเกิดความรู้สึกไม่พอใจและเริ่มอิจฉา เราจะเริ่มมองโลกในแง่ลบ และทวงถามหาความยุติธรรมในแบบของเรา</em></p>



<p><em>แบบที่ 2 แนวคิดที่เฉื่อยชา คือ ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับสิ่งรอบตัว ใครจะดีก็ดีไป ใครจะร้ายก็ร้ายไปไม่เกี่ยวกับฉัน ในที่สุดเราก็จะสร้าง Comfort Zone </em><em>ที่จะหลบภัย ไม่อยากเปลี่ยนแปลง ไม่อยากรับผิดชอบซึ่งจะส่งผลให้เราไม่ก้าวหน้าในการทำงาน</em></p>



<p>การที่เป็นทั้งสองแบบนี้มักจะเกิดขึ้นเสมอในการทำงานและมีคนจำนวนไม่น้อยที่พาตัวเองเข้าสู่วังวนนี้ มันเกิดจากแนวคิดและทัศนคติที่ไม่ถูกฝึกในทางบวก</p>



<p>มีคำถามง่ายๆ ว่า <strong><em>“หากเราเป็นเจ้าของกิจการเราจะจ้างคนแบบเราไหม?”</em></strong></p>



<p>เรามาเริ่มจากที่เราจบใหม่แล้วหางานทำ จะทำอย่างไรกันดี</p>



<p><strong>เขียน Resume</strong> โดยมองตัวเองว่า มีความรู้อะไรบ้างจากสิ่งที่เรียนมา เราจะมาถือกันว่าสิ่งที่เราเรียนมาคือ สิ่งที่เราจะใช้ประกอบอาชีพของเรา เราเรียนอะไรมา ความรู้ที่เราเรียนมาทำอะไรได้บ้างและเราควรสมัครงานอะไร แล้วเริ่มเขียน Resume หรือประวัติย่อๆ ของเราที่ระบุตัวตนและการศึกษารวมถึงความสามารถในด้านต่างๆ ของเราที่คิดว่า คนอ่านจะสนใจเราที่สุด ซึ่งจะไปเล่าให้ฟังในตอนต่อๆ ไปว่าจะต้องเขียนอย่างไร</p>



<p><strong>เลือกตำแหน่งงานที่จะทำ</strong> โดยเอาความรู้ที่เราเรียนมาแล้วหาความรู้ว่า เราควรทำงานตำแหน่งอะไร ไม่ว่าจะเป็นการสอบถามกับคนที่ทำงานแล้วหลายๆ&nbsp; คนหรือจะหาอ่านจากที่ต่างๆ ว่าตำแหน่งต่างๆ ที่มีอยู่เขาทำอะไรกันบ้าง รับผิดชอบอะไร มีเนื้องานเป็นอย่างไร เพราะส่วนใหญ่ของผู้จบการศึกษาใหม่จะไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าเขาทำงานกันอย่างไร ไม่เข้าใจกลไกของการทำงานว่ามีองค์ประกอบอะไร ซึ่งบางสถาบันมีรุ่นพี่ที่ไม่เคยทำงานมาคอยมโนให้ฟังว่า เราต้องทำงานอะไร ได้เงินเดือนเท่าไร ถ้าไม่ได้ราคานี้ไม่ต้องทำ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไม่ค่อยถูกต้องเสียเป็นส่วนใหญ่ อยากจะบอกว่า รุ่นพี่ปวช. ปวส. จนถึงปริญาตรีที่ยังไม่ได้ทำงานหรือเพิ่งจบใหม่ๆ หลายๆ คนไม่มีความรู้ในอาชีพที่ตัวเองทำเลย แต่เอามโนคติมาปลูกฝังลูกน้องในทางผิดๆ สังเกตได้จาก พวกที่มักเล่าถึงงานสบายๆ รายได้เยอะ ขอบอกว่าไม่มีอยู่จริง กับอีกพวกที่มักจะเล่าแต่เรื่องร้ายๆ ในการทำงาน พวกนี้ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในโลกของความเป็นจริงไม่ได้</p>



<p>ขอเสริมนอกเรื่องสักนิด คือ ตอนที่เราเรียนในปีท้ายๆ จะมีการฝึกงานกับบริษัทต่างๆ ตามระเบียบของการศึกษา ให้ถามอาจารย์ที่เป็นคนดูแลเราว่า เราไปฝึกงานอะไรและจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ได้ความรู้ตามหลักสูตรที่เราเรียน และเมื่อไปถึงบริษัทให้คุยกับฝ่ายบุคคลและหัวหน้างานที่ดูแลเราว่า เราจะได้ทำอะไรบ้างและขอให้ตั้งใจใช้ความรู้ที่เราเรียนมากับการฝึกงานนั้น พร้อมทั้งดูว่าชีวิตการทำงานจริงๆ ในบริษัทเป็นอย่างไร ก็จะทำให้เราเข้าใจความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตเราในอนาคต</p>



<p><strong>มองหาบริษัทที่อยากไปทำงาน</strong> เมื่อเรารู้ว่าเราจะสมัครงานในตำแหน่งอะไรแล้ว เราก็เริ่มมองหาบริษัทที่เราคิดว่าจะได้ใช้ความสามารถของเราในการทำงาน สิ่งที่ควรพิจารณาก็คือ เรามักจะมองหาบริษัทใหญ่ๆ ดังๆ ในความคิดของเราซึ่งเรามองว่ามันจะมั่นคง เช่น บริษัทโทรคมนาคมที่มีชื่อเสียง ธนาคารใหญ่หรือบริษัทใหญ่ๆ ระดับประเทศ ขอบอกว่า บริษัทเหล่านั้นมั่นคงแน่แต่เราสิจะมั่นคงหรือเปล่าไม่มั่นใจ เพราะบริษัทยิ่งใหญ่เหล่านั้นก็ต้องการคนที่มีความสามารถมากๆ ให้ถามตัวเองว่า เรามีรึเปล่า ถ้ามีและมั่นใจก็ลองดูได้ สรุปว่า ให้ทำความรู้จักกับบริษัทที่เราจะไปสมัครงานด้วยว่า เขาทำกิจการอะไร และเราจะเข้าไปทำอะไรได้บ้าง</p>



<p><strong>ไปสมัครงาน</strong> เมื่อเราเลือกได้แล้วว่า เราอยากทำงานที่ไหน เลือกหลายๆ ที่ก็ได้แล้วก็ส่งเอกสารสมัครงานจามที่บริษัทเขากำหนดโดยส่ง Resume ที่เราเขียนไปแล้วรอเขาเรียกไปสอบสัมภาษณ์ ถ้าเราเขียนได้ดีพอก็จะเป็นที่น่าสนใจและจะถูกเรียกตัว แต่หากผ่านไปหลายเดือนแล้วยังไม่มีคนเรียกเราไป ก็แปลว่า สิ่งที่เราเขียนยังไม่น่าสนใจพอ ให้ลองเขียนใหม่</p>



<p><strong>ไปสัมภาษณ์</strong> เมื่อถูกเรียกตัวเพื่อไปสอบสัมภาษณ์ เราจะเตรียมตัวอย่างไรดี รายละเอียดในการสัมภาษณ์เราค่อยมาว่ากันในตอนต่อๆ ไป แต่ตอนนี้คร่าวๆ ก็คือ เราเป็นใคร มาจากไหน เรียนอะไรมา มีความรู้ความสามารถอะไรบ้าง สำหรับพวกที่คะแนนตอนเรียนไม่ค่อยดีก็จะเหนื่อยในการตอบคำถามสักหน่อยซึ่งอันนี้ก็เป็นผลกรรมที่เราทำไว้นั่นแหละ แต่ถ้าเราฉลาดที่จะตอบก็จะรอดตัวไปได้ ให้จำไว้เสมอว่า “อย่าตอบคำถามที่เราไม่เข้าใจ!” เพราะมักจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี อย่าคิดว่าตัวเองจะโง่เลยพยายามตอบโง่ๆ ออกไป ความจริงแล้วเราแค่ไม่รู้หรือแค่ไม่เข้าใจเท่านั้นเอง อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรทำคือ “อวดฉลาด” ให้รู้ไว้ว่าเราเพิ่งจบใหม่ ไม่ได้รู้ทุกสิ่งบนโลกนี้ เรารู้เฉพาะสิ่งที่เราเรียนมา คนสัมภาษณ์จะเข้าใจ ดังนั้นถ้าไม่รู้ก็ให้ตอบว่า “ไม่รู้”</p>



<p><strong>เมื่อได้งานทำ</strong> ให้ตั้งใจทำงานเพราะโดยส่วนใหญ่ที่เจอคือ “ตอนที่สมัครงานเราพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เขารับเราเข้าทำงาน แต่เมื่อได้งานทำแล้วเราก็พยายามทำทุกอย่างที่เขาจะไล่เราออกจากงานเสมอ” ให้เข้าใจตรงกันว่า ประเทศไทยมีเวลาทดลองงาน 4 เดือนเพื่อที่เขาจะเลือกว่าจะบรรจุเราเข้าเป็นพนักงานประจำ และในทางกลับกันเราเองก็มีเวลา 4 เดือนเหมือนกันที่จะเลือกว่าเราชอบที่จะทำงานที่นี่ไหม จงใช้เวลา 4 เดือนนี้ให้ดีที่สุดที่จะเป็นผู้เลือกไม่ใช่ผู้ถูกเลือก เพราะมันจะเป็นก้าวแรกที่เราจะกำหนดชีวิตของเราเอง</p>



<p><strong>ตั้งเป้าหมายของการทำงาน</strong> หากเราย้อนกับไปตอนต้นที่เล่ามาให้เรากำหนดย้อนกลับจากช่วงชีวิตที่ 7 ไปหาช่วงที่ 3 แล้วตั้งเป้าว่า บั่นปลายของชีวิตเราจะเป็นอะไร ส่วนใหญ่พอเล่าถึงตอนนี้คนที่เพิ่งจบใหม่มักจะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว แค่จะเอาชีวิตตอนนี้ให้รอดยังเป็นเรื่องยากจะให้ไปคิดอะไรถึงตอนแก่ ถึงจะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกแต่ก็ไม่ผิด เรามาเจอกันตรงกลางก็ได้ งั้นให้นึกว่าอีก 5 ปีเราจะเป็นอย่างไรให้ตั้งเป้าระยะสั้นไว้ทุกๆ 5 ปีก็แล้วกัน สิ่งที่ควรจะคิดถึงก็คือ ตำแหน่งความก้าวหน้าในการทำงาน ความรู้ความสามารถที่จะต้องมีโดยหากจะเอาเงินเดือนหรือรายรับมาเป็นตัวกำหนดก็ให้หาให้เจอว่า คนเงินเดือนห้าหมื่น เงินเดือนเป็นแสนเขาทำอะไรและรับผิดชอบอะไร แล้วเราทำได้ไหม เวลามีปัญหาเกิดขึ้นให้ศึกษาวิธีที่เขาคิดแล้วลองคิดตามว่า ทำไมเขาถึงทำแบบนั้น</p>



<p>คร่าวๆ ของการเริ่มต้นชีวิตการทำงานก็เอาไว้เท่านี้ก่อน ในตอนต่อๆ ไปจะค่อยๆ เล่าถึงชีวิตการทำงานว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/brickinfo-podcast/112158">เด็กจบใหม่ เริ่มต้นชีวิตการทำงาน อย่างไร ? | Brickinfo Podcast: ต๋าถามป๋าตอบ EP.01</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
