<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ไอบีเอ็ม ข่าวล่าสุด | Brickinfo News Agency</title>
	<atom:link href="https://brickinfotv.com/tag/%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b9%87%e0%b8%a1/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://brickinfotv.com/tag/ไอบีเอ็ม</link>
	<description>ข่าวสาร สาระ ความรู้ และความบันเทิง</description>
	<lastBuildDate>Thu, 09 Jul 2026 05:33:50 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.1</generator>

<image>
	<url>https://brickinfotv.com/wp-content/uploads/2019/07/cropped-06-Favicon-Brick-100x100.png</url>
	<title>ไอบีเอ็ม ข่าวล่าสุด | Brickinfo News Agency</title>
	<link>https://brickinfotv.com/tag/ไอบีเอ็ม</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>พิมพ์เขียวความปลอดภัยซอฟต์แวร์องค์กร: ใช้โอเพ่นซอร์สอย่างมั่นใจ</title>
		<link>https://brickinfotv.com/news/316024</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Brickinfo News Agency]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Jul 2026 05:33:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[IBM]]></category>
		<category><![CDATA[International Business Machines]]></category>
		<category><![CDATA[Red Hat]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[คริส ไรท์]]></category>
		<category><![CDATA[เร้ดแฮท]]></category>
		<category><![CDATA[ไอบีเอ็ม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://brickinfotv.com/?p=316024</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำนักข่าวบริคอินโฟ &#8211; ช่วงหลังมานี้ พาดหัวข่าวส่วน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/news/316024">พิมพ์เขียวความปลอดภัยซอฟต์แวร์องค์กร: ใช้โอเพ่นซอร์สอย่างมั่นใจ</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>สำนักข่าวบริคอินโฟ &#8211;</strong> ช่วงหลังมานี้ พาดหัวข่าวส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับช่องโหว่ zero day ที่เกิดจาก AI ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า องค์กรจะเสี่ยงเกินไปในการใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สหรือไม่ <a href="https://www.redhat.com/en/blog/open-source-paradox-unpacking-risk-equity-and-acceptance">ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม</a> เนื่องจากโอเพ่นซอร์สครองสัดส่วนเฉลี่ยมากกว่าสามในสี่ของคลังซอร์สโค้ดทั้งหมดที่องค์กรหนึ่ง ๆ ใช้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์หรือระบบไอทีภายในองค์กร (codebase) แต่คำตอบนั้นชัดเจนว่า ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สยังคงมีความปลอดภัยโดยเนื้อแท้ มีโครงสร้างที่แข็งแกร่ง และมีความปลอดภัยฝังตัวอยู่ตั้งแต่ระดับรากฐานเริ่มแรก</p>



<p>โอเพ่นซอร์สมีบทบาทเป็นฐานที่ทรงประสิทธิภาพให้กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ทั้งหมดโดยไม่จำกัดเฉพาะไอทีขององค์กรเท่านั้น แต่มีบทบาทกว้างกว่าเฉพาะเรื่องของ Linux อย่างมาก แอปพลิเคชันเซิร์ฟเวอร์ต่าง ๆ ฐานข้อมูล เส้นทางเครือข่าย สภาพแวดล้อมในการพัฒนาซอฟต์แวร์ และส่วนประกอบอื่น ๆ ที่มองไม่เห็นทั้งหมดซึ่งถักทอขึ้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ล้วนขับเคลื่อนด้วยโปรเจกต์โอเพ่นซอร์สไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง</p>



<p>กล่าวโดยสรุปคือ ไม่มีทางเลือกอื่นใดที่จะมาทดแทนโอเพ่นซอร์ส ซอฟต์แวร์กรรมสิทธิ์อาจเป็นทางเลือกที่ใกล้เคียงที่สุด เพราะบริษัทเป็นเจ้าของและควบคุมด้วยตนเองเพียงผู้เดียว แต่ก็ยังขาดทั้งในเรื่องของขนาดที่กว้างขวาง ความหลากหลาย และความแพร่หลาย เมื่อเทียบกับโอเพ่นซอร์ส ซอร์สโค้ดของซอฟต์แวร์กรรมสิทธิ์นั้นเป็นเหมือนกล่องดำ ที่มีเพียงเวนเดอร์ผู้ขายซอฟต์แวร์นั้นเท่านั้นที่เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะแก้ไขอะไรเมื่อไร และเมื่อมีการตรวจพบช่องโหว่ ช่องโหว่นั้นอาจถูกปิดเป็นความลับ โดยมีเพียงผู้โจมตีที่ค้นพบช่องโหว่นั้นเท่านั้นที่รับรู้ โมเดลรูปแบบนี้อาจจะให้ความรู้สึกที่ปลอดภัย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความเสี่ยงเพียงแค่ถูกย้ายไปอยู่ในจุดที่มองไม่เห็นและกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ซอฟต์แวร์กรรมสิทธิ์จึงเปิดโอกาสให้ช่องโหว่ต่าง ๆ แพร่กระจายในมุมมืด</p>



<p>โอเพ่นซอร์สเปลี่ยนข้อจำกัดนี้ด้วยการเปิดให้ทุกคนสามารถเข้าถึงซอร์สโค้ดได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นเด่นชัดจากแนวคิดที่ว่า “เมื่อมีคนช่วยกันตรวจโค้ดมากพอ บั๊กย่อมไม่มีที่ให้ซ่อน&#8221; และเมื่อทุกคนสามารถอ่านโค้ดได้ ทุกคนจึงสามารถค้นหาและรายงานปัญหาได้ ซึ่งในปัจจุบันยังรวมถึงการนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบโค้ดได้อย่างมหาศาล และเนื่องจากมีกลุ่มผู้ใช้งานจำนวนมากที่ต้องพึ่งพาซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส จึงเกิดเป็นแรงขับเคลื่อนร่วมกันครั้งใหญ่ในการแก้ไขช่องโหว่ต่าง ๆ ให้หมดไป</p>



<p>แม้จะไม่มีวิธีการพัฒนาซอฟต์แวร์ใดที่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ความโปร่งใสและการระดมสมองจากกลุ่มคนจำนวนมากในชุมชนโอเพ่นซอร์ส ถือเป็นข้อได้เปรียบที่เด่นชัดเหนือโมเดลซอฟต์แวร์กรรมสิทธิ์เมื่อต้องรับมือกับภัยคุกคามยุคใหม่ แน่นอนว่าองค์กรธุรกิจต่างเฝ้าระวังช่องโหว่ทันทีที่ถูกตรวจพบมาโดยตลอดและจะยังคงทำเช่นนั้นต่อไป แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือความเร็ว เห็นได้จากจำนวนช่องโหว่ความปลอดภัยที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ (CVEs) ที่พุ่งสูงมากกว่า 520% ตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา อีกทั้งเครื่องมือสแกนที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในปัจจุบัน สามารถตรวจพบช่องโหว่ร้ายแรงประเภท zero-day ได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แทนที่จะเป็นหลายเดือนเหมือนในอดีต แต่ช่องโหว่ที่ถูกค้นพบโดย AI กลับได้รับการแก้ไขหรือทำการแพตช์ไม่ถึง 1% ความท้าทายในปัจจุบันจึงตกไปอยู่ที่ขีดความสามารถในการดำเนินงานขององค์กร ว่าจะสามารถนำตัวแก้ไขหรือฟิกส์ (fixes) เหล่านั้นมาทดสอบและใช้งานได้ทันท่วงทีหรือไม่&nbsp;</p>



<p>ปัญหานี้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจากความล้มเหลวในการผสานการทำงานร่วมกัน องค์กรใหญ่ ๆ ทุกแห่งต่างต้องพึ่งพาแพ็กเกจโอเพ่นซอร์สหลัก ๆ ชุดเดียวกัน เช่น Spring Framework, Jackson, Log4j, Pandas และ OpenSSL แต่หากขาดการประสานงาน ต่างคนต่างตรวจหาช่องโหว่แบบเดียวกัน พัฒนาแพตช์แยกกันในพื้นที่ปิด และรักษาเวอร์ชันย่อยส่วนตัวเอาไว้ โดยที่ไม่มีใครได้ประโยชน์ร่วมด้วย จะส่งผลให้เกิดการทำงานที่ซ้ำซ้อนด้วยต้นทุนที่สูงลิ่วและได้คุณภาพที่ไม่แน่นอน ในขณะที่ระบบนิเวศในภาพรวมยังคงเผชิญกับความเสี่ยง การจะคงความปลอดภัยไว้ได้นั้น องค์กรต่าง ๆ ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับชุมชนผู้พัฒนาหลัก (upstream communities) เร่งยกระดับมาตรฐานการดำเนินงาน และที่สำคัญคือต้องลงมือทำสิ่งเหล่านี้ไปด้วยกัน</p>



<p><strong>สิ่งที่องค์กรธุรกิจสามารถลงมือทำได้ทันที</strong></p>



<p>แม้โอเพ่นซอร์สจะยังคงเป็นฐานที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ แต่การจะปิดช่องทางที่ภัยคุกคามจะเข้ามาได้นั้นจำเป็นต้องดำเนินการทันที ขั้นตอนง่าย ๆ ที่องค์กรสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงทันทีเพื่อปกป้องซัพพลายเชนของทุกอย่างที่ประกอบขึ้นมาจนกลายเป็นซอฟต์แวร์หรือระบบที่องค์กรใช้ มีดังต่อไปนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เลือกใช้แพลตฟอร์มที่มีเวนเดอร์หรือผู้จำหน่ายที่มีความรับผิดชอบสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง: โครงสร้างพื้นฐานขององค์กรคือฐานที่รองรับการทำงานของระบบทั้งหมด ดังนั้น ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเวนเดอร์ที่ดูแลระบบเหล่านั้น เป็นผู้ที่มีส่วนร่วมอย่างจริงจังในโครงการโอเพ่นซอร์สที่พวกเขาหยิบยกมาให้บริการ เวนเดอร์ที่ให้การสนับสนุนชุมชนนักพัฒนาต้นน้ำมาอย่างยาวนาน มีการนำแพตช์จากเวอร์ชันล่าสุดย้อนไปติดตั้งให้เวอร์ชันเก่า (security backports) และมีกระบวนการแจ้งเตือนช่องโหว่อย่างรับผิดชอบ นับเป็นเวนเดอร์ที่มุ่งมั่นในการดูแลรักษาชุมชนโอเพ่นซอร์สให้แข็งแกร่ง ไม่ใช่เพียงแค่ต้องการรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจกับองค์กรที่เป็นลูกค้าเท่านั้น</li>



<li>จัดทำรายการส่วนประกอบที่ต้องพึ่งพากันทั้งหมด: เริ่มจากการตรวจสอบพอร์ตโฟลิโอของแอปพลิเคชันขององค์กรเพื่อสร้างฐานข้อมูลอ้างอิง (baseline) จากนั้นระบุไลบรารีโอเพ่นซอร์สทั้งหมด ระบุส่วนประกอบที่เกี่ยวเนื่องกัน (transitive dependency) และเวอร์ชันที่ถูกล็อกไว้ (pinned version) ที่กำลังถูกใช้งานจริงในปัจจุบัน</li>



<li>วัดรอบระยะเวลาการแพตช์จนถึงการนำไปใช้จริง: ประเมินจากเวลาที่เกิดขึ้นจริง ว่าแพตช์จากต้นทางต้องใช้เวลานานเท่าใดในการผ่านระบบสแกนความปลอดภัยภายใน การทดสอบ คณะกรรมการพิจารณาความเปลี่ยนแปลง จนถึงการเปิดใช้งานจริงบนระบบ เมื่อได้ตัวเลขระยะเวลาแล้ว ให้ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายเพื่อลดระยะเวลานี้ลง</li>



<li>ทำไปป์ไลน์ของการประกอบซอฟต์แวร์ใหม่ (rebuild) และติดตั้งใหม่ (redeploy) ให้เป็นอัตโนมัติ: ช่วงเวลาที่เสี่ยงต่อการถูกโจมตีหดสั้นลงจากหลักเดือนเป็นเพียงไม่กี่ชั่วโมงทำให้การอัปเดทระบบแบบแมนนวลไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป องค์กรควรเตรียมสภาพแวดล้อมให้พร้อมสำหรับการ rebuild แอปพลิเคชันแบบอัตโนมัติได้อย่างแม่นยำและบ่อยครั้ง เพื่อให้องค์กรสามารถใช้แพ็คเกจที่ปลอดภัยได้อย่างรวดเร็ว</li>



<li>ใช้โซลูชันด้านความปลอดภัยแบบเชิงรุก: เลือกใช้โซลูชันซัพพลายเชนเชิงรุกที่มาพร้อม zero-CVE baselines และการปกป้องระบบขณะทำงาน (runtime protection) เช่น Red Hat Hardened Images, Red Hat Trusted Libraries และ OpenShift Advanced Cluster Security เพื่อให้องค์กรขับเคลื่อนงานได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น</li>
</ul>



<p><strong>เร่งการเปลี่ยนแปลง ด้วย </strong><strong>Project Lightwell</strong></p>



<p>ในขณะที่องค์กรกำลังทำให้ไปป์ไลน์ต่าง ๆ เป็นอัตโนมัติเพื่อให้สามารถนำตัวแก้ไขหรือฟิกซ์ (fixes) เหล่านี้เข้ามาปรับใช้ในระบบให้ได้เร็วขึ้น ด้านไอบีเอ็มและเร้ดแฮทก็กำลังสร้างกลไกแก้ไขช่องโหว่ (remediation engine) ที่ออกแบบมาเพื่อให้บริการตัวแก้ไขหรือฟิกซ์เหล่านั้นเป็นการเฉพาะ ล่าสุดได้เปิดตัว <a href="https://www.redhat.com/en/lightwell">Project Lightwell</a> ซึ่งเป็นความร่วมมือร่วมทุนมูลค่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีกองกำลังวิศวกรกว่า 20,000 คนทั่วโลกคอยสนับสนุน เพื่อพลิกโฉมความปลอดภัยของซัพพลายเชนของซอฟต์แวร์ในยุค AI</p>



<p>Project Lightwell ขยายขอบเขตความสามารถของเร้ดแฮทที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วนานกว่าสองทศวรรษ ในการนำแพตช์ความปลอดภัยจากเวอร์ชันใหม่ล่าสุดส่งย้อนกลับไปแก้ไขให้กับซอฟต์แวร์เวอร์ชันเก่าที่องค์กรยังใช้อยู่ (backporting) เป็นการขยายวินัยทางวิศวกรรมอันเข้มงวดนี้จากระดับระบบปฏิบัติการ ขึ้นไปสู่ระดับแอปพลิเคชันเฟรมเวิร์กและกลุ่ม dependency ที่กว้างขึ้น โดยเริ่มจาก Maven/Java และขยายไปยัง PyPI, npm รวมถึงแพลตฟอร์มอื่น ๆ ต่อไป ด้วยการผสานพลังของ AI ในการประมวลผลภัยคุกคามปริมาณมาก ร่วมกับความเชี่ยวชาญของวิศวกรที่เป็นมนุษย์ ทำให้สามารถเจาะลึกเข้าไปแก้ไข (surgical fixes) บนเวอร์ชันที่มีเสถียรภาพซึ่งองค์กรใช้งานจริงได้อย่างแม่นยำ ช่วยตัดความจำเป็นในการสุ่มอัปเดตเวอร์ชันใหม่แบบสุ่มเสี่ยง ซึ่งอาจทำให้ระบบเสียหายได้&nbsp;</p>



<p>หากไม่มีกลไกในการส่งฟิกซ์ (fixes) กลับคืนสู่โครงการต้นทาง (upstream) ทุก ๆ แบ็กพอร์ต (backport) ที่องค์กรพัฒนาขึ้นเองจะกลายเป็นการแยกโค้ดมาทำเองเป็นการภายในอย่างถาวร ซึ่งเป็นโค้ดที่องค์กรต้องคอยดูแลต่อไปในทุกครั้งที่มีช่องโหว่ มีการอัปเดต หรือเกิดความเปลี่ยนแปลงของ dependency ในอนาคต สิ่งนี้จะเพิ่มทั้งต้นทุนและความเสี่ยงให้กับองค์กร แต่ Project Lightwell จะเข้ามาทำลายวงจรนี้ โดยเร้ดแฮทจะเป็นผู้พัฒนาฟิกซ์ส่งมอบให้กับองค์กร และส่งกลับคืนให้กับโครงการโอเพ่นซอร์สต้นน้ำนั้น ๆ ทำให้ฟิกซ์ดังกล่าวกลายเป็นส่วนหนึ่งของซอร์สโค้ดสาธารณะ (public codebase)</p>



<p><strong>ผสานพลังเพื่อปกป้ององค์กรและโลกโอเพ่นซอร์ส</strong><strong>&nbsp;</strong></p>



<p>การรักษาความปลอดภัยซัพพลายเชนของซอฟต์แวร์ถือเป็นความท้าทายร่วมกันของทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งไม่มีองค์กรใดสามารถแก้ไขได้เพียงลำพัง Project Lightwell เป็นโซลูชันที่เป็นการร่วมมือกับกลุ่มผู้นำชั้นนำด้านการเงินและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เพื่อจัดตั้งศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลระดับองค์กรที่ปลอดภัย</p>



<p>เครือข่ายอัจฉริยะในรูปแบบความร่วมมือนี้ มอบความสามารถสามประการที่ไม่มีองค์กรใดสามารถสร้างขึ้นเองได้โดยลำพัง&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ประการแรก สมาชิกจะสามารถแชร์การค้นพบช่องโหว่ใหม่ ๆ และได้รับแพตช์ที่ผ่านการประสานงานร่วมกันก่อนที่จะมีการเปิดเผยสู่สาธารณะ ซึ่งจะเปลี่ยนการค้นพบแบบต่างคนต่างทำเป็นการร่วมกันป้องกัน </li>



<li>ประการที่สอง ทุกแพตช์จะถูกส่งมอบแบบ production-ready ที่มีการทำ cryptographic signature มาคู่กับ machine-readable SBOM และรายงานเตือนภัยด้านความปลอดภัย (security advisories) เพื่อตอบโจทย์ด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ </li>



<li>ประการที่สามซึ่งสำคัญมากคือ Project Lightwell ดำเนินงานภายใต้หลักการที่ต้องส่งตัวแก้ไขหรือฟิกซ์ (fixes) ที่พัฒนาขึ้น คืนกลับไปยังโครงการโอเพ่นซอร์สต้นทางเสมอ (upstream-always mandate) การทำงานร่วมกันในศูนย์กลางข้อมูลแห่งนี้ จึงไม่ใช่แค่การปกป้องเป็นรายองค์กร แต่เป็นการส่งคืนความก้าวหน้าด้านความปลอดภัยกลับสู่ชุมชนอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยให้โอเพ่นซอร์สปลอดภัยสำหรับทุกคน</li>
</ul>



<p>โอเพ่นซอร์สเป็นรากฐานของการสร้างองค์กรยุคใหม่ การเฝ้าระวังร่วมกันและ Project Lightwell ช่วยให้โค้ดเหล่านี้ปลอดภัยเสมอด้วยการแก้ไขที่รวดเร็วมากขึ้นภายในชุมชนเดียวกันและเป็นแนวคิดระบบเปิด</p>



<p class="has-text-align-right"><em>บทความโดย นายคริส ไรท์, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี และรองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมระดับโลก, เร้ดแฮท</em></p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/news/316024">พิมพ์เขียวความปลอดภัยซอฟต์แวร์องค์กร: ใช้โอเพ่นซอร์สอย่างมั่นใจ</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>IBM และ AMD ผนึกกำลัง พัฒนาเทคโนโลยี &#8220;ควอนตัม-เซนทริค ซูเปอร์คอมพิวติ้ง&#8221;</title>
		<link>https://brickinfotv.com/news/285627</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Nopparit Kamolsuwan]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 28 Aug 2025 07:07:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[AMD]]></category>
		<category><![CDATA[IBM]]></category>
		<category><![CDATA[Quantum Computing]]></category>
		<category><![CDATA[Quantum-Centric Supercomputing]]></category>
		<category><![CDATA[Supercomputing]]></category>
		<category><![CDATA[ควอนตัม-เซนทริก ซูเปอร์คอมพิวติ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ควอนตัมคอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์คอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[เอเอ็มดี]]></category>
		<category><![CDATA[ไอบีเอ็ม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://brickinfotv.com/?p=285627</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำนักข่าวบริคอินโฟ &#8211; บริษัท IBM (ไอบีเอ็ม) และ AM [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/news/285627">IBM และ AMD ผนึกกำลัง พัฒนาเทคโนโลยี &#8220;ควอนตัม-เซนทริค ซูเปอร์คอมพิวติ้ง&#8221;</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>สำนักข่าวบริคอินโฟ &#8211;</strong> <strong>บริษัท IBM (ไอบีเอ็ม)</strong> และ <strong>AMD (เอเอ็มดี)</strong> ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญเพื่อพัฒนาระบบประมวลผลแห่งอนาคต โดยมุ่งเน้นที่การผสานรวมเทคโนโลยี <strong>ควอนตัมคอมพิวเตอร์</strong> (Quantum Computing) เข้ากับการประมวลผลประสิทธิภาพสูง (High-Performance Computing) และปัญญาประดิษฐ์ หรือ <strong>AI (Artificial Intelligence)</strong> ซึ่งเทคโนโลยีที่ได้จากความร่วมมือนี้เรียกว่า &#8220;ควอนตัม-เซนทริค ซูเปอร์คอมพิวติ้ง&#8221; (quantum-centric supercomputing) โดยมีเป้าหมายเพื่อนำมาใช้แก้ปัญหาที่ซับซ้อนและท้าทายที่สุดในโลก ซึ่งเกินขีดความสามารถของคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม</p>



<p>ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังระหว่าง IBM ซึ่งเป็นผู้นำด้านการพัฒนา <strong>ควอนตัมคอมพิวเตอร์</strong> และซอฟต์แวร์ กับ AMD ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการประมวลผลประสิทธิภาพสูงและตัวเร่งความเร็ว AI ทั้งสองบริษัทจะร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์มแบบ <strong>โอเพนซอร์ส (Open-source)</strong> ที่สามารถขยายขนาดได้ โดยจะมีการนำเทคโนโลยีที่หลากหลายของ AMD ทั้งหน่วยประมวลผล (CPU), กราฟิกการ์ด (GPU) และ FPGA มาผสานรวมกับระบบควอนตัมคอมพิวเตอร์ของ IBM เพื่อเร่งการทำงานของอัลกอริทึมใหม่ ๆ</p>



<p><strong>Arvind Krishna ประธานและซีอีโอของ IBM</strong> กล่าวว่า การประมวลผลควอนตัมเป็นวิธีใหม่ในการจำลองโลกและแสดงข้อมูลในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน การผสานรวมเทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวเตอร์ของ IBM เข้ากับเทคโนโลยีการประมวลผลประสิทธิภาพสูงขั้นสูงของ AMD จะช่วยให้สามารถสร้างโมเดลไฮบริดที่ทรงพลัง ซึ่งจะก้าวข้ามขีดจำกัดของการประมวลผลแบบเดิมได้ ด้าน <strong>Dr. Lisa Su ประธานและซีอีโอของ AMD</strong> กล่าวเสริมว่า การประมวลผลประสิทธิภาพสูงเป็นรากฐานสำคัญในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนที่สุดของโลก ความร่วมมือกับ IBM นี้จะช่วยเร่งการค้นพบและสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ</p>



<p>ในสถาปัตยกรรม <strong>&#8220;ควอนตัม-เซนทริค ซูเปอร์คอมพิวติ้ง&#8221;</strong> ระบบควอนตัมคอมพิวเตอร์จะทำงานควบคู่ไปกับโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลประสิทธิภาพสูงและ <strong>AI</strong> ซึ่งหมายถึงการที่แต่ละส่วนจะทำหน้าที่ตามความถนัด เช่น <strong>ควอนตัมคอมพิวเตอร์</strong> จะรับผิดชอบในการจำลองพฤติกรรมของอะตอมและโมเลกุลที่ซับซ้อน ขณะที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี <strong>AI</strong> จะจัดการกับข้อมูลขนาดใหญ่ เมื่อทำงานร่วมกันจะสามารถแก้ไขปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน</p>



<p>นอกจากนี้ ทั้งสองบริษัทมีแผนจะเริ่มสาธิตการใช้งานจริงในช่วงปลายปีนี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันของ <strong>ระบบควอนตัมคอมพิวเตอร์ IBM</strong> และเทคโนโลยีของ AMD ในเวิร์กโฟลว์แบบผสม (Hybrid) โดยความร่วมมือนี้ยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ IBM ที่ต้องการส่งมอบระบบควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่ทนทานต่อข้อผิดพลาด (Fault-tolerant) ภายในสิ้นทศวรรษนี้ ซึ่งเทคโนโลยีของ AMD อาจเข้ามาช่วยในส่วนของการแก้ไขข้อผิดพลาดแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ระบบมีความทนทาน</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/news/285627">IBM และ AMD ผนึกกำลัง พัฒนาเทคโนโลยี &#8220;ควอนตัม-เซนทริค ซูเปอร์คอมพิวติ้ง&#8221;</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ธรรมศาสตร์’ จับมือ ‘IBM Thailand’ เปิดหลักสูตรออนไลน์ ‘Data Science – AI’ สร้างความรู้-ทักษะสำคัญให้ นศ. พร้อมรองรับความต้องการโลกอนาคต</title>
		<link>https://brickinfotv.com/news/222051</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Brickinfo News Agency]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 07 Feb 2024 14:33:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[Data Science]]></category>
		<category><![CDATA[IBM]]></category>
		<category><![CDATA[IBM Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Thammasat-IBM SkillsBuild]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[พิภพ อุดร]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐกร วิไลชนม์]]></category>
		<category><![CDATA[เกศินี วิฑูรชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ไอบีเอ็ม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://brickinfotv.com/?p=222051</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์’ จับมือ ‘IBM Thailand’ ทำ MOU ดำ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/news/222051">‘ธรรมศาสตร์’ จับมือ ‘IBM Thailand’ เปิดหลักสูตรออนไลน์ ‘Data Science – AI’ สร้างความรู้-ทักษะสำคัญให้ นศ. พร้อมรองรับความต้องการโลกอนาคต</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>‘มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์’ จับมือ ‘IBM Thailand’ ทำ MOU ดำเนินโครงการ “Thammasat-IBM SkillsBuild” เปิดโอกาสให้ นศ. เพิ่มความรู้ – ทักษะจำเป็นด้านเทคโนโลยี ผ่านหลักสูตรออนไลน์ 4 กลุ่มวิชาหลัก ‘Data Science – AI – Security &#8211; Cloud’ จากบริษัทชั้นนำด้าน IT ระดับโลก</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="562" src="https://brickinfotv.com/wp-content/uploads/2024/02/140A6629_0-1024x562.jpg" alt="" class="wp-image-222053" srcset="https://brickinfotv.com/wp-content/uploads/2024/02/140A6629_0-1024x562.jpg 1024w, https://brickinfotv.com/wp-content/uploads/2024/02/140A6629_0-300x165.jpg 300w, https://brickinfotv.com/wp-content/uploads/2024/02/140A6629_0-768x421.jpg 768w, https://brickinfotv.com/wp-content/uploads/2024/02/140A6629_0-1536x842.jpg 1536w, https://brickinfotv.com/wp-content/uploads/2024/02/140A6629_0.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในการดำเนินโครงการ “Thammasat-IBM SkillsBuild” เพื่อสนับสนุนให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีได้รับองค์ความรู้แบบข้ามศาสตร์ พร้อมเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นต่อโลกปัจจุบัน และการประกอบอาชีพในอนาคต โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย</p>



<p>สำหรับการลงนามดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายส่งเสริมการเรียนรู้แบบไร้ขีดจำกัดและ<br>ไร้พรมแดนให้กับนักศึกษา ผ่านการเรียนรู้ในหลักสูตรออนไลน์ของบริษัทชั้นนำด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ระดับโลกอย่าง ไอบีเอ็มฯ (IBM E-learning Courses) ที่ประกอบไปด้วย 4 กลุ่มวิชาหลัก ได้แก่ Data Science, Artificial Intelligence (AI), Security และ Cloud</p>



<p>ศ.ดร.นพ.รัฐกร วิไลชนม์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ธรรมศาสตร์เชื่อว่าการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจะเป็นองค์ความรู้ที่สำคัญให้นักศึกษาสามารถนำไปใช้ในการดำรงชีวิต และประกอบอาชีพได้อย่างมีคุณภาพในอนาคต อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดการพัฒนาขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปได้ จึงได้ร่วมมือกับบริษัท ไอบีเอ็มฯ ในการจัดทำโครงการดังกล่าวขึ้น<br>ซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นแห่งแรกที่ทำเรื่อง Credit Bank กับ บริษัท ไอบีเอ็มฯ<br>ศ.ดร.นพ.รัฐกร กล่าวต่อไปว่า โดยหลังจากมีการลงนามในบันทึกข้อตกลงในวันที่ 31 ม.ค. 2567 แล้วทาง มธ. จะเปิดระบบให้นักศึกษาสามารถเรียนหลักสูตรดังกล่าวได้ทันทีผ่านทางเว็บไซต์ของธรรมศาสตร์ และเว็บไซต์ของไอบีเอ็ม ซึ่งในแต่ละกลุ่มวิชาจะแบ่งความรู้ออกเป็น 3 ระดับ เริ่มตั้งแต่ความรู้ระดับพื้นฐาน ระดับปานกลาง และระดับสูง เมื่อศึกษาจบในแต่ละวิชาแล้ว นักศึกษาจะได้รับประกาศนียบัตร (E-Certification) และสามารถนำผลลัพธ์ที่ได้จากการเรียนรู้มาเทียบโอนหน่วยกิตจากการศึกษาครั้งนี้ได้ด้วย ซึ่งสามารถเลือกเรียนเป็นรายวิชาเลือกเสรี</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://brickinfotv.com/wp-content/uploads/2024/02/140A6642_0-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-222054" srcset="https://brickinfotv.com/wp-content/uploads/2024/02/140A6642_0-1024x683.jpg 1024w, https://brickinfotv.com/wp-content/uploads/2024/02/140A6642_0-300x200.jpg 300w, https://brickinfotv.com/wp-content/uploads/2024/02/140A6642_0-768x512.jpg 768w, https://brickinfotv.com/wp-content/uploads/2024/02/140A6642_0-1536x1025.jpg 1536w, https://brickinfotv.com/wp-content/uploads/2024/02/140A6642_0.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“นอกจากสามารถทำให้การศึกษาเกิดขึ้นทุกที่ทุกเวลาแล้ว ขณะเดียวกันเราก็มั่นใจว่าหลักสูตรที่ มธ. กับ ไอบีเอ็มได้ร่วมกันจัดทำนั้น มีการวัดผลที่มีประสิทธิภาพ และสามารถประเมินคุณภาพของนักศึกษาได้เป็นอย่างดี ทำให้การเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ไม่ต่างจากการเรียนในชั้นเรียน”</p>



<p>ด้าน รศ.ดร.พิภพ อุดร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สำหรับโครงการความร่วมมือกับไอบีเอ็มในครั้งนี้ นับเป็นความร่วมมือในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ เพื่อให้นักศึกษา หรือนักเรียนในชั้นระดับมัธยมที่สนใจเข้ามาเรียน และสอบผ่านการประเมิน สามารถสะสมหน่วยกิตไว้ได้ เมื่อสมัครเข้ามาเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ ก็สามารถโอนหน่วยกิตที่สะสมไว้เข้ามาในหลักสูตรได้ สิ่งเหล่านี้เป็น Digital literacy ที่สำคัญ ถือว่าเป็น 1 ในทักษะ ที่คนจะประสบความสำเร็จได้ สถาบันการศึกษาต้องปรับตัวให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงในอนาคต และตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ในการช่วยพัฒนาคนให้กับประเทศ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยจะทำให้ธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัย World Class University for the People ที่เปิดกว้างให้กับประชาชน</p>



<p>ดังนั้น จะเห็นได้ว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นสถาบันการศึกษาแรก ๆ ของประเทศไทย<br>ที่ให้ความสำคัญการเรียนการสอนนอกห้องเรียน ตลอดจนการเรียนรู้ที่ไม่ต้องอยู่ในมหาวิทยาลัยเท่านั้น และได้ร่วมกับหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธนาคารกรุงเทพ SkillLane สถาบันเศรษฐกิจดิจิทัล หรือล่าสุดกับทางบริษัท ไอบีเอ็มฯ ในการจัดทำหลักสูตรออนไลน์ เพื่อเพิ่มช่องทางในการ Upskill-Reskill ให้กับทั้งนักศึกษาและประชาชนทั่วไป ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็เชี่ยวชาญและประสบความสำเร็จในด้านนั้น ๆ อยู่แล้ว ทำให้องค์ความรู้ที่ได้สามารถนำไปใช้ได้จริง</p>



<p>“นอกจากนี้การเรียนการสอนในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยต้องไม่ได้มีหน้าที่ให้ความรู้แต่เพียงนักศึกษาเท่านั้น แต่ต้องเป็นพื้นที่การเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับคนทุกช่วงวัย ซึ่งหลักสูตร E-learning ที่ มธ. ได้ไปร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ สามารถเปิดให้คนทุกคนเข้าถึงได้ พร้อมระบบ Credit bank ที่สามารถเก็บหน่วยกิต เพื่อเทียบโอนได้เมื่อเข้ามาเรียนใน มธ.” รศ.ดร.พิภพ กล่าว</p>



<p>ขณะที่ รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเสริมว่า ภารกิจที่ มธ.<br>ทำมาโดยตลอดวางอยู่บนการทำให้ไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ในข้อที่ 4 เรื่องการสร้างหลักประกันให้ทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วย<br>รศ.เกศินี กล่าวอีกว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ และการทลายกำแพงในการเข้าถึงความรู้นอกห้องเรียนจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับทั้งมหาวิทยาลัยในไทยและต่างประเทศ ตลอดจนช่วยให้การพัฒนา<br>ระบบการเรียนการสอนมีความเข้มแข็งมากขึ้น ทำให้การผลิตนักศึกษา ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญของประเทศมีประสิทธิภาพตอบโจทย์การทำงานในอนาคตภายใต้การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า</p>



<p>“นี่เป็นอีกหนึ่งครั้งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นธรรมศาสตร์ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำ<br>ของประเทศ ที่ได้นำจุดแข็งด้านเทคโนโลยี องค์ความรู้ การวิจัย ไปสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ทางวิชาการระดับนานาชาติ เพื่อนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>The post <a href="https://brickinfotv.com/news/222051">‘ธรรมศาสตร์’ จับมือ ‘IBM Thailand’ เปิดหลักสูตรออนไลน์ ‘Data Science – AI’ สร้างความรู้-ทักษะสำคัญให้ นศ. พร้อมรองรับความต้องการโลกอนาคต</a> appeared first on <a href="https://brickinfotv.com">Brickinfo News Agency</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
